แปรรูปสินค้าเกษตร'ทางรอดราคาตกต่ำ

                                              แปรรูปสินค้าเกษตร'ทางรอดราคาตกต่ำ 

     ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในบ้านเรามีมาต่อเนื่อง จนทำให้ภาพการออกมาประท้วงของเกษตรกรกลายเป็นภาพชินตา และบางครั้งก็ลุกลามบานปลายไปถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อ ซึ่งที่ผ่านมามักไม่ค่อยได้รับการแก้ไขในลักษณะสร้างความยั่งยืน เน้นการแทรกแซงราคาเฉพาะหน้าเป็นหลัก

 
                            ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้คือ การเร่งเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ริเริ่มโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค ตามนโยบาย One Province One Agro-Industrial Product หรือ OPOAI ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงขณะนี้ ถือว่าช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ปรับตัวได้ไม่น้อย และถือเป็นต้นแบบของการเพิ่มมูลค่าในสินค้าเกษตรแปรรูปกว่า 750 ราย ที่เห็นผลในทางปฏิบัติทั้งการลดต้นทุนการผลิต ช่วยเพิ่มรายได้มากกว่า 2,800 ล้านบาท และเกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
 
 
        หนุนเอสเอ็มอีแปรรูปสินค้าเกษตร
 
                            นายพสุ โลหารชุน รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการจัดทำโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค หรือ โอปอย ว่ากระทรวงเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี 2550 เนื่องจากที่ผ่านมาทุกรัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการแปรรูปสินค้าเกษตรในทุกพื้นที่ทุกจังหวัด โดยเบื้องต้นทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะเข้าไปสำรวจว่าในจังหวัดนั้นๆ มีพืชเกษตรอะไรที่โดดเด่นและควรชักชวนให้เข้าสู่กระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตร
 
                            จากนั้นจะเข้าไปหารือกับทางผู้ประกอบการเพื่อชี้แจงถึงประโยชน์ในการเข้าร่วมในโครงการ โดยจะคัดเลือกรายที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 200 ล้านบาท หรือเป็นผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย หรือเอสเอ็มอีเท่านั้น เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถปรับตัวและพัฒนาศักยภาพการผลิตได้เองอยู่แล้ว
 
                            สำหรับขั้นตอนการปฏิบัติหลังจากเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการได้แล้ว อุตสาหกรรมจังหวัดจะเข้าไปวิเคราะห์ปัญหาการทำธุรกิจ อาจเป็นเรื่องโลจิสติกส์ ประสิทธิภาพการผลิต หรือมีปัญหาด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองมากเกินไป หรือปัญหาด้านการตลาด ด้านการจัดจำหน่ายสินค้า จากนั้นก็จะสร้างความเข้าใจให้ตรงกันและให้เอกชนเป็นผู้
 
        ตัดสินใจเลือกว่าอยากปรับปรุงประสิทธิภาพทางด้านใด
 
                             ตามแผนแล้วกระทรวงจะมีโครงการการพัฒนาศักยภาพใน 6 แผนงานหลัก ได้แก่ 1.การบริหารจัดการโลจิสติกส์ 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 3.การปรับปรุงคุณภาพและพัฒนางาน 4.การลดต้นทุนพลังงาน 5.การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ระบบมาตรฐานสากล และ 6.กลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด ให้ผู้ประกอบการเลือกแผนงานที่คิดว่าธุรกิจจะได้ประโยชน์สูงสุด 2 แผนงาน โดยที่อุตสาหกรรมจังหวัดจะร่วมให้ความเห็นว่าแนวทางใดเหมาะสมที่สุด
 
      ผู้ประกอบการแห่ร่วมโครงการ
 
                             นายพสุ กล่าวอีกว่า ในปี 2556 มีสถานประกอบการเสนอตัวเข้าร่วมโครงการมากถึง 157 แห่ง จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 130 แห่ง โดยแต่ละปีจะพยายามดูแลให้ไม่เกิน 150 แห่ง เพราะหากเข้ามามากเกินไปทีมงานผู้เชี่ยวชาญก็อาจดูแลได้ไม่ทั่วถึงและไม่เกิดผลในทางปฏิบัติจริง สำหรับปีนี้ธุรกิจให้ความสนใจเข้าร่วมแผนงานที่ 2 คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนมากที่สุดถึง 83 แห่ง ส่วนการเข้าร่วมในแผนงานบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางด้านโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งให้ต่ำลง มีสถานประกอบการเข้าร่วม 24 แห่ง
 
                            ขณะที่การเข้าร่วมในแผนงานปรับปรุงคุณภาพและการพัฒนางาน เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพที่ดี มีสถานประกอบการเข้าร่วม 43 แห่ง การลดต้นทุนพลังงาน เพื่อให้องค์กรสามารถลดต้นทุนการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีสถานประกอบการเข้าร่วม 53 แห่ง ส่วนการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์/ระบบมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความพร้อมขององค์กรในการยื่นขอรับรองมาตรฐานต่างๆ มีสถานประกอบการเข้าร่วม 29 แห่ง
 
                            สำหรับกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด โดยการวางแผนการตลาด รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน มีสถานประกอบการเข้าร่วม 31 แห่ง ส่วนสถานประกอบที่เข้าร่วมโครงการปีนี้มีทั้งสินค้าเกษตรประเภทข้าว พืชไร่ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา อาหารทะเลแปรรูป มันสำปะหลัง แปรรูปไม้ สมุนไพร/สปา และอื่นๆ
 
                            “ปีนี้มีผู้ประกอบการให้ความสนใจมากกว่าที่คาด แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวที่มากขึ้น และจากที่เห็นแบบอย่างของรายที่ประสบความสำเร็จในปีก่อนๆ ซึ่งก่อนเริ่มโครงการเราต้องพูดคุยดูท่าทีทัศนคติของเอกชนด้วยว่าพร้อมจะรับการเปลี่ยนแปลง มีเวลาและเต็มใจทำตามแผนของเราหรือไม่ตั้งแต่แรก เพราะก่อนหน้านี้อาจมีบางรายไม่พร้อมพอทำไปแล้วก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเสียทั้งเวลาเสียทั้งความรู้สึกทั้ง 2 ฝ่าย”
 
                            สำหรับระยะเวลาการปรับตัวตามแผนนั้น จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนหลังจากที่เข้าไปให้คำแนะนำ ส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยเหลือ โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ยกเว้นจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาจต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เครื่องจักรเพิ่มเป็นต้น ซึ่งส่วนนี้ต้องโน้มน้าวให้ผู้ประกอบการเห็นผลดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งการลดต้นทุนการผลิต การช่วยให้มีรายได้จากการขายสินค้ามากขึ้น เช่น หากใช้เงินลงทุนไป 4-5 แสนบาท อาจจะสามารถคืนทุนภายใน 2-3 เดือนก็ได้ เป็นต้น
 
                            ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการปรับตัวตามแผนนั้น ทางกระทรวงจะส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความคืบหน้าของแผนเป็นระยะๆ ประมาณ 8-10 ครั้ง รวมทั้งต้องมีการวัดผลด้วยคาดว่าใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ก็จะเริ่มเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
 
                            สำหรับตัวอย่างของเอสเอ็มอีเกษตรแปรรูปที่เข้าโครงการและประสบความสำเร็จ ได้แก่ โรงสีสหกรณ์การเกษตร ร้อยเอ็ด จำกัด เข้าร่วมโครงการ ปี 2551 ตอนเข้าร่วมโครงการ สหกรณ์มีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงมาก ที่ปรึกษาโครงการแนะนำว่า ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าโดยเสนอให้ทำข้าวกาบ้า (ข้าวกล้องงอก) บรรจุถุงสุญญากาศถุงละ 1-2 กิโลกรัม ขายคนชั้นกลางขึ้นไป เพราะกระแสคนสนใจเรื่องสุขภาพมาก เบื้องต้นก็ส่งเสริมให้สมาชิกทำ ซึ่งก็มีไม่มากนัก และได้ไปเสนอขายบิ๊กซีและโลตัส จากข้าวสารธรรมดาขายกิโลกรัมละ 31-32 บาท ข้าวกล้องงอกขายกิโลกรัมละ 70 บาท เพิ่มมูลค่า 2-3 เท่า โดยสหกรณ์ได้ช่วยสร้างรายได้แก่สมาชิกกว่า 7,000 คนให้มีชีวิตดีขึ้น จากที่ต้องเข้ากรุงเทพฯ หรืออยู่บ้านไม่ได้ทำอะไร มาปลูกและทำข้าวกล้องงอกมีรายได้ 9,000 บาทต่อคนต่อเดือน
                            บริษัท อำไพพรรณการเกษตร จำกัด จ.เชียงใหม่ เมื่อเข้าโครงการใช้หลักวิชาการมาบริหารจัดการ ลดการใช้พลังงานจากที่เคยผลิตและแปรรูปลำไยอบแห้ง 3,000 ตัน ในปี 2549 เมื่อเข้าโครงการสามารถแปรรูปเพิ่มขึ้นอีก 30% พร้อมทั้งแนะนำว่าลำไยไม่ต้องอบแห้ง 100% อบแค่ 80% แล้วนำไปแช่ห้องเย็น เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 5 แสนบาท แต่มีผลกำไรถึง 2 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทสามารถผลิตลำไยอบแห้งได้เพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ตัน ทำให้เกษตรกรที่ปลูกลำไยพลอยได้รับผลดีไปด้วยเล็งปรับแผนมุ่งเน้นนวัตกรรม
 
                            นายพสุ กล่าวต่อว่า จากที่ดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบันมีสถานประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 750 แห่ง สามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้มากกว่า 2,800 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งและน่าจะเดินหน้าโครงการต่อไปในอนาคต โดยแต่ละปีกระทรวงจะจัดสรรงบประมาณปีละ 30 ล้านบาท ในการสนับสนุนการพัฒนาเอสเอ็มอีเกษตรกรแปรรูป ซึ่งแต่ละแห่งจะใช้งบในการพัฒนาขีดความสามารถประมาณ 1-2 แสนบาท เท่านั้น โดยถือเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรของประเทศ ให้สามารถรองรับเออีซีที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ด้วย แม้ว่าขณะนี้ไทยจะมีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ อยู่แล้ว ทั้งในแง่ผลผลิตทางการเกษตรที่มีหลากหลายและมีจำนวนมาก รวมถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่างๆ
 
                            นอกจากนี้ จะเห็นประโยชน์ทางอ้อมของโครงการว่ายังสามารถช่วยรักษาแรงงานภาคการเกษตร ที่คิดเป็นสัดส่วน 43% ของประเทศ ซึ่งมีอยู่มากที่สุดให้สามารถประกอบอาชีพด้านการเกษตรต่อไป เมื่อปลูกผลผลิตออกมาแล้วสามารถขายได้ราคาดีขึ้น ส่งผลให้สถาบันครอบครัวก็เข้มแข็งขึ้น และเมื่อมีการกระจายการผลิต และการรับช่วงการผลิตไปทุกจังหวัดก็จะช่วยลดปัญหาการอพยพของแรงงานเกษตรเข้ามาในเมืองหรือย้ายข้ามไปทำงานภาคส่วนอื่นๆ ได้ด้วย
 
                            “ปัจจุบันพบว่ามีสถานประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรกว่า 5.7 หมื่นรายทั่วประเทศ แต่เราคงเข้าไปช่วยพัฒนาไม่ได้ทั้งหมด เพราะหากช่วยทุกรายคงต้องใช้งบไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทและความสนใจหรือความตั้งใจของแต่ละรายไม่เท่ากัน แต่เชื่อว่า ที่ทำมา 750 แห่งน่าจะเป็นตัวอย่างในทุกกลุ่มสินค้าเกษตรแล้ว โดยเฉพาะข้าว ปาล์ม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ซึ่งรายที่ไม่ได้เข้าโครงการก็สามารถนำวิธีการของรายที่ประสบความสำเร็จไปใช้เป็นต้นแบบได้"
 
                            นายพสุ กล่าวทิ้งท้ายว่า แผนงานที่กำหนดไว้ 6 ด้านนั้น กระทรวงใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้วเห็นว่าปัจจุบันอาจจะล้าสมัย และไม่เพียงพอ หรือบางด้านก็ถึงจุดอิ่มตัวเอกชนไม่สนใจเข้าร่วม ดังนั้นในปีหน้าจึงจะทบทวนปรับปรุงแผนงานใหม่ เช่น การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่หันไปใช้นวัตกรรมใหม่ๆ แทน เพราะจากตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย ที่มีสัดส่วนถึง 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดและนำเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยมีข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย เป็นสินค้าหลัก
 
                            อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าส่วนใหญ่ผลผลิตการเกษตรของไทยจะเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้น ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นกลางและปลาย และจะมีสินค้าซ้ำๆ ขาดความแตกต่างและหลากหลาย กระทรวงจึงเร่งส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมีความมั่นคงและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว