ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันทุกชนิด ลดเบนซิน-แก๊สโซฮอล์

 ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันทุกชนิด ลดเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 

คสช.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมันทุกชนิด ลดเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ขึ้นราคาดีเซล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตรึงค่าไฟฟ้า (เอฟที) เดือน ก.ย.-ไว้ที่ 69.00 สตางค์ต่อหน่วยเท่าเดิม แบ่งเบาภาระผู้ใช้ไฟ โดยให้ กฟผ.รับภาระส่วนต่างแทนชั่วคราว “พาณิชย์” ยันขึ้นดีเซลไม่กระทบสินค้า สรรพสามิตคุยรายได้เพิ่ม 5 พันล้าน
 
คสช.สั่งปรับลดราคาน้ำมัน ที่เป็นปัญหาปวดใจ คนมีรถและยิ่งปวดใจหนักเวลารถติดมหากาฬ เพราะผลาญทั้งน้ำมันและเงินบนท้องถนนไปโดยเปล่าประโยชน์ คิดเป็นมูลค่ามหาศาล ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ส.ค. ว่า ที่ประชุม กบง. มีมติเห็นชอบปรับอัตราเงินจัดส่งเข้ากองทุนน้ำมันทุกชนิดใหม่ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง มาตรการเร่งด่วนในการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยที่ประชุม คสช.เมื่อวันที่ 26 ส.ค. มีมติให้ ปรับอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาลและกองทุนน้ำมันของน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิดใหม่
 
นายชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับมติ คสช. ที่ประชุม กบง.เมื่อวันที่ 28 ส.ค. จึงพิจารณาอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันใหม่ เพื่อเป็นการลดภาระรายจ่ายของประชาชน โดยการปรับอัตราจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และภาษีเทศบาลใหม่ในครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินต่อไป โดยอัตราการจัดเก็บภาษีและอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน ใหม่นี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. เป็นต้นไป สำหรับผลจากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในกลุ่มเบนซิน และน้ำมัน แก๊สโซฮอล์เกือบทุกชนิดลดลง โดยน้ำมันเบนซินราคา ขายปลีกลดลง 3.89 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 2.13 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 1.70 บาทต่อลิตร อี 20 ลดลง 1 บาทต่อ ลิตร ส่วนอี 85 ราคาคงเดิม ขณะที่น้ำมันดีเซลราคาปรับเพิ่มเล็กน้อย 0.14 บาทต่อลิตร โดยที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลยังคงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร
 
นายชวลิตกล่าวว่า ในการปรับโครงสร้างราคา น้ำมัน ได้ปรับอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเบนซินและน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ลดลงยกเว้นน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เกิดการสมดุล สำหรับกองทุนน้ำมัน จะมีรายรับลดลง 1,109 ล้านบาทต่อเดือน จาก 3,557 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 2,448 ล้านบาทต่อเดือน การลดราคาขายปลีกน้ำมัน เบนซิน แม้ว่าจะทำให้รายได้จากภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาลลดลง แต่ก็จะได้กลับคืนมาจากการปรับเพิ่มขึ้น ของภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งมีปริมาณจำหน่ายต่อวัน มากกว่าน้ำมันกลุ่มเบนซิน ทำให้อยู่ในสัดส่วน ที่เพียงพอจะชดเชยส่วนต่างกันได้ ปัจจุบันประเทศไทยใช้น้ำมันดีเซล 60 ล้านลิตรต่อวัน และมั่นใจว่าภายเดือน พ.ย. ฐานะกองทุนน้ำมันจากที่ติดลบในปัจจุบัน จะสามารถกลับมาเป็นบวกได้อย่างแน่นอน
 
นายชวลิตกล่าวอีกว่า เมื่อมีการปรับลดราคาจำหน่ายน้ำมันเบนซินลง ภาครัฐก็จะใช้เงินของกองทุนน้ำมัน เข้าไปชดเชยให้กับผู้ค้าน้ำมันที่ยังมีน้ำมันเบนซิน อยู่ในคลังสำรองใต้ดินของทุกปั๊มน้ำมันรวม 19,000 แห่งด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้าภายในจังหวัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ออกไปตรวจเช็กสต๊อกน้ำมันของปั๊มน้ำมันทุกแห่ง ในเวลา 00.00-06.00 น. เช้าวันที่ 29 ส.ค. ก่อนนำมาคำนวณเพื่อจ่ายเงินชดเชยคืนให้กับผู้ค้าน้ำมันที่คาดว่าต้องใช้เวลาภายใน 90 วัน ส่วนจะเป็นวงเงินเท่าใด ยังไม่สามารถระบุได้เพราะต้องรอผลการตรวจ สอบก่อน แต่ก็คาดว่าไม่มากนัก เพราะกองทุนน้ำมันก็จะมีรายได้จากการเรียกคืนเงินจากผู้ค้าน้ำมัน จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลมาอีก 13 สตางค์ต่อลิตร หรือเรียกว่าย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันตามมติของ คสช. ประกอบด้วยน้ำมันเบนซิน ลดภาษีสรรพสามิตจากเดิม 7 บาทต่อลิตร ลดเหลือ 5.60 บาทต่อลิตร ลดภาษีเทศบาลจาก 0.70 บาทต่อลิตร ลดเหลือ 0.56 บาทต่อลิตร ลดการเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ำมันจาก 11.85 บาทต่อลิตร เหลือ 9.75 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาลดลง 3.89 บาทต่อลิตร หรือ จาก 48.75 บาทต่อลิตร เหลือ 44.86 บาทต่อลิตร
 
แก๊สโซฮอล์ 95 ลดภาษีสรรพสามิตจาก 6.30 บาทต่อลิตร เหลือ 5.04 บาทต่อลิตร ลดภาษีเทศบาลจาก 0.63 บาทต่อลิตร เหลือ 0.504 บาทต่อลิตร ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจาก 4.85 บาทต่อลิตร เหลือ 4.25 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาลดลง 2.13 บาทต่อลิตร หรือจาก 39.93 บาทต่อลิตร เหลือ 37.80 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ลดภาษีสรรพสามิตจาก 6.30 บาทต่อลิตร เหลือ 5.04 บาทต่อลิตร ลดภาษีเทศบาลจาก 0.63 บาทต่อลิตร เหลือ 0.504 บาทต่อลิตร ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจาก 2.75 บาทต่อลิตร เหลือ 2.55 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาลดลง 1.70 บาทต่อลิตร หรือจากราคา 37.48 บาทต่อลิตร เหลือ 35.78 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ลดภาษีสรรพสามิตจาก 5.60 บาทต่อลิตร เหลือ 4.48 บาทต่อลิตร ลดภาษีเทศบาลจาก 0.56 บาทต่อลิตร เหลือ 0.448 บาทต่อลิตร เพิ่มการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจาก 0.50 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 0.80 บาทต่อลิตร แต่ยังทำให้ราคาลดลง 1 บาทต่อลิตร หรือจาก 34.98 บาทต่อลิตร เหลือ 33.98 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล เพิ่มภาษีสรรพสามิตจาก 0.005 บาทต่อลิตร เป็น 0.75 บาทต่อลิตร เพิ่มภาษีเทศบาลจาก 0.0005 บาทต่อลิตร เป็น 0.075 บาทต่อลิตร ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจาก 1.55 บาทต่อลิตร เหลือ 1 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น 0.14 บาทต่อลิตร หรือจาก 29.85 บาทต่อลิตร เป็น 29.99 บาทต่อลิตร
 
นางจินตนา ชัยยวรรณาการ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า น้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้น 14 สตางค์ ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าให้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อีกทั้งรถขนส่งปัจจุบันมีการใช้ก๊าซเอ็นจีวีแทนน้ำมันดีเซลเกือบหมดแล้ว และจะไม่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ในขณะที่การปรับลดราคาในกลุ่มของน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์จะช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ทำให้ผู้บริโภคมีเงินในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทย
 
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน และไปเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนั้น ในภาพรวมไม่ได้ทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่ลดลง แต่ตรงกันข้าม จะทำให้กรมสรรพสามิตมีรายได้จากภาษีน้ำมัน เพิ่มอีกปีละ 5,000 ล้านบาท เพราะในปัจจุบัน ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลมากกว่าเบนซิน โดยน้ำมันดีเซลเฉลี่ยเดือนละ 50-60 ล้านลิตร/วัน
 
ขณะที่น้ำมันเบนซินเฉลี่ยวันละเพียง 20 ล้านลิตร การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินแล้วเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซล จึงทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่แม้ว่าจะมีการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จาก 0.005 บาท/ลิตร เป็น 0.75 บาท/ลิตร ก็จะยังไม่ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับสูงเกินกว่า 30 บาท ซึ่งเป็นอัตราเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการควบคุมให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและต้นทุนในการผลิตสินค้าในส่วนค่าไฟฟ้า
 
วันเดียวกัน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวหลังจากการประชุม กกพ.ว่า กกพ.ได้พิจารณาค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติหรือเอฟที สำหรับการเรียกเก็บในเดือน ก.ย. -ธ.ค. โดยที่ประชุมได้พิจารณาผลการคำนวณค่าเอฟทีในอัตรา 71.66 สตางค์ (ส.ต.) ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 2.66 ส.ต. ต่อหน่วย เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเอฟทีงวดที่ผ่านมาจำนวน 69.00 ส.ต. ต่อหน่วย ทั้งนี้ กกพ.ได้พิจารณาถึงสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและผลกระทบที่จะมีต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแล้ว จึงมีมติให้เรียกเก็บค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. ในอัตราคงเดิม 69.00 ส.ต. ต่อหน่วย เท่ากับค่าเอฟทีในงวดก่อนหน้าหรือเดือน พ.ค.-ส.ค. และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระในส่วนที่เหลือเป็นการชั่วคราวไปก่อนจำนวน 2.66 ส.ต. ต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงิน 1,426 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินไป
 
นายวีระพลกล่าวว่า จากการกำหนดค่าเอฟทีดังกล่าวในอัตรา 69.00 ส.ต. ต่อหน่วย ได้มีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.96 บาทต่อหน่วย สำหรับสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อการปรับค่าเอฟทีในงวดนี้มาจากภาระคงค้างสะสมที่ กฟผ. รับภาระแทนผู้ใช้ไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 2,942 ล้านบาท แต่จากการ ประมาณการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉพาะงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. มีค่าต่ำกว่าในงวดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงในช่วงฤดูหนาวของทุกปี
 
นายวีระพลกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. มีอาทิ ความต้องการพลังงานไฟฟ้า คาดว่าจะเท่ากับ 58,414 ล้านหน่วย ต่ำกว่าช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. เฉลี่ย 6.54% เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าจะมีแนวโน้มลดลงทุกปี อัตราแลกเปลี่ยนช่วงปลายปีมีแนวโน้มแข็งค่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. เนื่องจากความเชื่อมั่นทางการเมืองภายในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น, สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. เมื่อเทียบกับงวดที่ผ่านมา (พ.ค.-ส.ค.) คาดว่าจะใช้ก๊าซธรรมชาติลดลง 3.29% ถ่านหินนำเข้าลดลง 19% ซื้อไฟฟ้าจากลาว มาเลเซียและอื่นๆลดลง 0.45% ไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลดลง 17% ในส่วนของราคาเชื้อเพลิง คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ 321.40 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวลดลงจากงวดที่ผ่านมา 2.28 บาทต่อล้านบีทียู เป็นต้น