เดินหน้ารณรงค์ประหยัดพลังงาน หวั่นยอดใช้ไฟฟ้าช่วงหน้าร้อนพุ่ง

    เดินหน้ารณรงค์ประหยัดพลังงาน หวั่นยอดใช้ไฟฟ้าช่วงหน้าร้อนพุ่ง 

ถือว่าหน้าร้อนปีนี้ค่อนข้างมาเร็วและแรงกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา  ไม่ว่าไปไหนมาไหนก็จะได้ยินแต่เสียงบ่นอากาศร้อน แถมแดดยังจัดจนหลายคนไม่อยากก้าวเท้าออกนอกบ้าน แต่หากจะหลบอยู่แต่ในบ้านก็คงไม่ไหวเพราะอากาศร้อนอบอ้าวราวกับเตาอบ
 
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ประชาชนแห่ซื้อเครื่องปรับอากาศกันแบบถล่มทลาย เพราะเวลานี้พัดลมอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่แล้ว รวมถึงการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นอย่างตู้เย็นหรือแม้แต่เครื่องเล่นดีวีดีและเครื่องเสียง เพราะไม่อยากออกไปข้างนอก
 
ยกเว้นบ้านไหนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือไม่อยากสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้ามากนักก็หนีไปอยู่ในห้างสรรพสินค้าในช่วงวันหยุด เพื่อหันไปพึ่งพาความเย็นของห้างฯแทน
 
อย่างไรก็ตามในภาพรวมผลพวงจากอากาศที่ร้อนจัดทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าในปีนี้ทำลายสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ไปแล้วเมื่อวันที่
 
28 มี.ค. 56 เวลา 14.30 น. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือพีค อยู่ที่ 26,430 เมกะวัตต์  โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 39.1 องศาเซลเซียส
 
อากาศปีนี้ร้อนจัด
 
ทั้งนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประเมินสภาพอากาศว่ามีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยในเดือน ม.ค. 56   อุณหภูมิ
 
อยู่ที่ 33.7 องศา เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ระดับ 33.4 องศา,  เดือน ก.พ. 56 อุณหภูมิอยู่ที่ 35.5 องศา เพิ่มจากเดือน ก.พ. ปี 55 ที่อยู่ระดับ  34.3 องศา ส่วนเดือน มี.ค. 56 อยู่ในระดับ 38-39 องศา
 
ขณะที่เดือน เม.ย. ลากยาวไปถึงเดือน พ.ค. อากาศน่าจะร้อนขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1 องศา ซึ่งหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นทุก 1 องศา จะทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น 350 เมกะวัตต์  ดังนั้นมีการประเมินว่าตั้งแต่วันที่  26 เม.ย.-ต้นเดือน พ.ค. นี้น่าจะเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าพีคในระดับที่ไม่ต่ำกว่า  27,000 เมกะวัตต์แน่
 
เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นขณะที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าของประเทศไทยก็ไม่ค่อยจะมั่นคงสักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่เป็นการพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่ง 1 ใน 3 ส่วน เป็นก๊าซที่ซื้อมาจากประเทศพม่า เพราะแหล่งอ่าวไทยผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าซะแล้ว
 
ผสมกับช่วงหน้าร้อนนี้เป็นช่วงที่พม่าหยุดซ่อมแท่นขุดเจาะก๊าซทำให้ไม่สามารถส่งก๊าซจากแหล่งยาดานาและเยตากุนให้กับประเทศไทยระหว่างวันที่ 5-14 เม.ย. 56 ยิ่งสร้างความโกลาหลให้กับประเทศไทยเข้าไปอีก 
 
รณรงค์ประหยัดไฟ
 
ดังนั้นแนวทางรับมือกับสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อนนี้คงหนีไม่พ้นการเดินหน้ารณรงค์ในการประหยัดพลังงานเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า แถมช่วยลดรายจ่ายให้ทุกภาคส่วนได้อีกด้วย
 
ที่สำคัญยังช่วยป้องกันปัญหาไฟฟ้าตกไฟฟ้าดับในช่วงที่ปริมาณสำรองไฟฟ้าไม่มาก เพราะหากจะรอพลังงานตัวอื่นที่มีความมั่นคงทางพลังงานอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินคงไม่ทันการแล้วเนื่องจากพลังงานทางเลือกดังกล่าวไม่รู้จะเกิดขึ้นในไทยได้มากน้อยแค่ไหน
 
“สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เชื่อว่าการรณรงค์ประหยัดไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการรับมือกับหน้าร้อนนี้ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กันมาก ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ,  พัดลม, เตารีด, หลอดไฟฟ้า, โทรทัศน์, ตู้เย็น, เครื่องสูบน้ำ, เครื่องปั๊มน้ำ, เครื่องไมโครเวฟ, กาต้มน้ำร้อน, หม้อหุงข้าว, เครื่องซักผ้า เป็นต้น ซึ่งหากทั่วประเทศมีการประหยัดไฟฟ้ากันอย่างจริงจังเชื่อว่าสามารถลดการใช้ไฟฟ้าปีละหลายล้านบาทแน่นอน
 
เปิดแอร์ที่ 26 องศา
 
คราวนี้ลองมาดูวิธีการประหยัดไฟฟ้าแต่ละชนิดเริ่มจาก “เครื่องปรับอากาศ” ที่คาดว่าในปัจจุบันจะมีประมาณ 3 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งวิธีการประหยัดไฟฟ้าได้ดีที่สุด เริ่มจากการปรับอุณหภูมิแอร์ที่ 26 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า เพราะทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะประหยัดไฟฟ้าได้ 10% แต่ไม่ควรตั้งอุณหภูมิเกิน 28 องศา  เพราะนอกจากจะไม่เย็นแล้วแอร์อาจพังเร็ว
 
นอกจากนี้ควรล้างเครื่องปรับอากาศปีละ 1-2 ครั้ง พร้อมทั้งหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้มีฝุ่นเกาะ ซึ่งตรงนี้จะประหยัดไฟได้ 5-7%
 
ขณะเดียวกันควรนำคอนเดนเซอร์ไปวางไว้ในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทสะดวก และควรตั้งห่างจากผนังอย่างน้อย 15 ซม.  เพื่อให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น ก็จะประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 15-20%   รวมทั้งการปิดประตูหน้าต่างให้สนิทในช่วงเปิดเครื่องและควรปิดแอร์ก่อนออกจากห้องอย่างน้อย 30 นาที–1 ชั่วโมง  ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟได้อย่างมาก  
 
“ตู้เย็น” ควรวางให้ห่างจากผนังด้านหลังและด้านข้างไม่น้อยกว่า 15 ซม., ตั้งอุณหภูมิภายในตู้เย็นที่ 3-6 องศา, อย่าเปิดตู้เย็นบ่อยหรือเปิดประตูนานๆ, ไม่ตั้งตู้เย็นใกล้แหล่งความร้อน, อย่านำของร้อนเข้าสู่ตู้เย็นเพราะจะทำให้เครื่องทำงานหนักและกินไฟมากขึ้น และหมั่นตรวจสอบยางขอบประตูไม่ให้มีรอยรั่วหรือเสื่อมสภาพ
 
“หลอดไฟฟ้า” ควรปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น, หมั่นทำความสะอาดหลอดไฟและโคมไฟ, ใช้หลอดประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ชนิดผอมใหม่ (T5) หรือหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ชนิดขั้วเขียว รวมถึงการออกแบบให้มีสวิตช์เปิด-ปิดทีละดวง 
 
ทั้งนี้การปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ทุกครั้ง แม้จะเป็นการหยุดใช้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ซึ่งการเปิด-ปิดไฟบ่อย ๆ จะไม่ทำให้สิ้นเปลืองไฟแต่อย่างใด แต่ทุกครั้งที่ปิดกลับจะช่วยให้เกิดการประหยัดไฟมากขึ้น 
 
“พัดลม” ควรใช้พัดลมตั้งพื้นหรือตั้งโต๊ะแทนพัดลมติดเพดาน, เลือกขนาดพัดลมให้เหมาะสมกับการใช้งาน, อย่าเปิดพัดลมทิ้งไว้เมื่อไม่มีคนอยู่ และปรับระดับความเย็นให้เหมาะสม
 
“เตารีด” ควรรีดผ้าคราวละมาก ๆ ติดต่อกันจนเสร็จและควรเริ่มรีดผ้าบาง ๆ ก่อน, ให้ถอดปลั๊กออกก่อนรีดเสร็จประมาณ 2-3 นาที, ตั้งปุ่มอุณหภูมิของเตารีดให้เหมาะกับชนิดผ้า, ไม่ควรพรมน้ำสำหรับผ้าที่จะรีดให้เปียกจนเกินไป และถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
 
“โทรทัศน์” ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้เมื่อไม่มีคนดู, ไม่ปิดโทรทัศน์ด้วยรีโมตคอนโทรล ควรปิดสวิตช์ที่ตัวเครื่อง, ควรตั้งเวลาปิดเครื่องอัตโนมัติ, เลือกใช้โทรทัศน์ขนาดที่เหมาะสมเพราะเครื่องใหญ่จะกินไฟมากกว่าเครื่องขนาดเล็ก และถอดปลั๊กออกทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน
 
“เครื่องสูบน้ำ” การใช้งานไม่ควรใช้ขนาดใหญ่เกินความจำเป็น, บ่อพักน้ำควรสร้างไว้ในระดับพื้นดินหรือใต้ดิน, ควรใช้สวิตช์ปิดอัตโนมัติช่วยในการทำงาน, หมั่นตรวจบำรุงรักษาเครื่องเป็นประจำ
 
“เครื่องปั๊มน้ำ” ต้องติดตั้งระบบของเครื่องให้เก็บและจ่ายน้ำจากที่สูง, ต่อท่อปั๊มน้ำให้ดีอย่าให้มีรอยรั่วซึม, หมั่นตรวจสอบท่อน้ำ อุปกรณ์ห้องน้ำว่ามีการรั่วซึมหรือไม่, ควรแยกก๊อกน้ำที่ไม่ผ่านระบบปั๊มน้ำไว้ด้วยกัน และปิดเครื่องปั๊มน้ำและก๊อกน้ำให้สนิททุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน
 
“เครื่องไมโครเวฟ” ต้องเลือกขนาดของเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งาน, เลือกรุ่นเครื่องที่กินกำลังไฟน้อยกว่าถ้าความจุใกล้เคียงกัน, ศึกษาคู่มือการใช้งานและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
 
“เครื่องทำน้ำอุ่น” ไม่ควรปรับอุณหภูมิน้ำให้ร้อนเกินความจำเป็น, ไม่เปิดน้ำทิ้งไว้ขณะฟอกสบู่, ปิดสวิตช์เครื่องทำน้ำอุ่นทันที เมื่อเลิกใช้งาน
 
“กาต้มน้ำร้อน” ควรใส่น้ำในปริมาณพอเหมาะกับความต้องการ, ไม่ควรใช้น้ำเย็นในการต้มน้ำ, ไม่ควรเสียบปลั๊กทิ้งไว้เพื่ออุ่นน้ำ, ไม่ต้มน้ำในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ,หมั่นทำความสะอาดอย่าให้มีตะกอนเพราะจะทำให้เปลืองไฟอีก และถอดปลั๊กทันทีเมื่อเลิกใช้งาน
 
“หม้อหุงข้าว” ควรเลือกใช้ขนาดหม้อหุงข้าวให้เหมาะกับจำนวนคนที่รับประทาน, ไม่ควรเปิดฝาหม้อหุงข้าวขณะที่ยังหุงข้าวไม่เสร็จ, เมื่อเลือกใช้งานควรถอดปลั๊กทันทีไม่ควรเสียบปลั๊กทิ้งไว้เพื่ออุ่น  และไม่ใช้หม้อหุงข้าวเพื่อประกอบอาหารแทนหม้อทั่วไป
 
“เครื่องซักผ้า”  ต้องเลือกขนาดและชนิดเครื่องซักผ้าให้เหมาะสมกับขนาดครอบครัว, ไม่ควรซักผ้าน้อยเกินไปหรือมากเกินกำลังของเครื่อง, ควรใช้น้ำร้อนซักผ้าเมื่อจำเป็นเท่านั้น และควรใช้วิธีผึ่งลมหรือตากแดดแทนการอบผ้า 
 
แนวทางดังกล่าวถือว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ซึ่งหากครัวเรือนสามารถทำได้ก็ถือว่าช่วยเซฟค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้เยอะทีเดียวและที่สำคัญสามารถช่วยชาติในการประหยัดพลังงานได้อีกด้วย
 
โดยเฉพาะเพียงแค่ปิดไฟฟ้าหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ 1 หลอดเป็นเวลา 1 ชม. ก็สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ 0.046 หน่วยแล้วหรือสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 1.84 สต. (คิดจากค่าไฟฐาน+ค่าเอฟที+ภาษีมูลค่าเพิ่ม+ค่าบริการ) และหากครัวเรือนที่มีไฟฟ้าประมาณ 20 ล้านครัวเรือนปิดไฟฟ้าบ้านละ 1 ดวงเป็นเวลา 1 ชม. ก็ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 9.2 แสนหน่วย หรือคิดเป็นเงิน  3.68 ล้านบาท
 
ขณะที่เครื่องปรับอากาศ 1 เครื่องขนาด 12,000 บีทียู/ชม. หากปิดเป็นเวลา 1 ชม. ก็สามารถประหยัดไฟได้ 0.72 หน่วย หรือประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 2.88 บาท หากแต่ละครัวเรือนที่มีเครื่องปรับอากาศ 3 ล้านครัวเรือนปิดแอร์ 1 ชม. พร้อมกันบ้านละ 1 เครื่องก็สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 2.16 ล้านหน่วย หรือคิดเป็นเงิน  8.64 ล้านบาท
 
แม้แต่การเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เปลืองไฟเหมือนกัน โดยหากเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น 1 ชิ้นทิ้งไว้เป็นเวลา 1 ชม. ไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์, โทรทัศน์, เครื่องเสียง, ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ก็กินไฟแล้ว 0.002 หน่วย หรือคิดเป็นเงิน 0.08 สต.
 
ห่วงคนไทยลืมง่าย
 
อย่างไรก็ตามแม้ว่าในช่วงนี้ทุก ๆ ฝ่ายมีความตื่นตัวในการร่วมมือร่วมใจในการประหยัดพลังงานกันอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนก็ตามแต่การรณรงค์เรื่องดังกล่าวหลายฝ่ายมีความเป็นห่วงว่าอาจได้ไม่นานเพราะคนไทยจะลืมง่าย เมื่อพ้นวิกฤติเรื่องของพม่าหยุดส่งก๊าซธรรมชาติอาจทำให้ทุกคนเกิดความฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม
 
เห็นได้จากนโยบายส่งเสริมการประหยัดพลังงานจะมีการตื่นตัวกัน 2 เทศกาล คือช่วงราคาน้ำมันแพงมาก ๆ กับช่วงที่พม่าหยุดส่งก๊าซธรรมชาติในกรณีที่มีการหยุดซ่อมบำรุง ซึ่งก็มีการทำมาแบบนี้เรื่อย ๆ มานานแล้ว
 
ทั้งนี้การประหยัดพลังงานในระยะแรก ๆ ที่มีการทำกันอย่างจริงจังโดยที่ประชุม ครม. มีมติในปี 36 ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับผิดชอบการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (ดีเอสเอ็ม) ของประเทศ ซึ่งในปีนี้ก็ครบรอบ 20 ปีแล้ว
 
20 ปี ประหยัดไฟ 60,000 ล้านบาท
 
แรก ๆ ก็ที่เป็นเรื่องฮอตสุด ๆ ก็คงหนีไม่พ้นการพลิกโฉมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าของประเทศ  ด้วยการยกระดับมาตรฐานเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านโครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีความประหยัดก่อนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้ง ส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิดที่ไม่ได้รับมาตรฐานฉลากเบอร์ 5 รวมทั้งหลอดไฟฟ้าประเภทหลอดไส้ หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์เดิม (หลอดอ้วน) กลายเป็นสินค้าที่สูญพันธุ์ไปจากตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทย
 
ผลการรณรงค์ในการประหยัดไฟฟ้าจากโครงการดีเอสเอ็ม ของ กฟผ. ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้ถึง 2,810.7 เมกะวัตต์ ซึ่งเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าเขื่อนภูมิพลถึง 4 เขื่อน หรือคิดเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ลดได้ 16,854.1 ล้านหน่วย มูลค่า 60,000 ล้านบาท เมื่อเห็นตัวเลขแล้วต้องยอมรับว่าการประหยัดไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก แต่ให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่
 
ส่วนแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าในระยะยาวคงหนีไม่พ้นเรื่องของการลดการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าลงจากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ด้วยการกระจายเชื้อเพลิงอื่น ๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าก๊าซด้วยและหากมีปริมาณที่เพียงพอในอนาคตค่าไฟฟ้าอาจจะถูกลงก็เป็นได้
 
การร่วมมือร่วมใจกันประหยัดไฟฟ้าของทุก ๆ ฝ่ายถือว่าเป็นมาตรการที่ดีที่สุดแล้ว เพราะหากประชาชนไม่มีจิตสำนึกประหยัดไฟฟ้า ต่อให้นำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตั้งในประเทศเชื่อว่าในอนาคตปริมาณไฟฟ้าก็ไม่พอใช้อยู่ดี.