ฮ่องกงย้ายฐานสิ่งทอไปพม่าเมียนมาร์ พบค่าแรงต่ำกว่าจีนหลายเท่า ห่วงไทยแข่งขันราคาลำบาก

 ฮ่องกงย้ายฐานสิ่งทอไปพม่าเมียนมาร์ พบค่าแรงต่ำกว่าจีนหลายเท่า ห่วงไทยแข่งขันราคาลำบาก

 
    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ ฮ่องกง ได้รายงานว่า ผู้ผลิตสิ่งทอในฮ่องกงได้ลงนามในสัญญาเพื่อจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมแห่งแรกขนาด 200 เฮกตาร์ หรือ ประมาณ 1,250 ไร่ ในกรุงย่างกุ้ง คาดว่าจะลดต้นทุนการผลิตได้กว่าครึ่งหนึ่ง โดยค่าจ้างแรงงานที่เขตอุตสาหกรรมดังกล่าวจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 5 ของค่าจ้างแรงงานในจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้กลางปี 58 และจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 59
 
เขตอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของThilawa Special Economic Zone คาดว่าจะ  จ้างแรงงานเมียนมาร์(พม่า)ได้อย่างน้อย  30,000 คน ค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 100 – 200 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ทั้งสินค้าที่ส่งออกจากเมียนมาร์ไปยังสหภาพยุโรป(อียู)จะไม่เสียภาษีนำเข้าอีกด้วย อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนในจีนยังไม่เห็นแนวโน้มของผู้ผลิตที่จะย้ายฐานการผลิต แต่ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมาก อาทิ ขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งหากต้องส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่อียู ก็ไม่ควรย้ายฐานการผลิตไปเมียนมาร์ เพราะการขนส่งจะลำบากกว่าเดิม
 
รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ ฮ่องกง แจ้งว่า อุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งหุ่มต่างชาติ เริ่มให้ความสำคัญในการลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยได้ย้ายฐานการผลิตจากจีน ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานต่ำแล้ว ไปยังเมียนมาร์ที่มีค่าจ้างแรงงานลดลงไปอีก  20% รวมทั้งหวังใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) ไม่เสียภาษีนำเข้าที่อียูให้แกเมียนมาร์อีกด้วย
 
“สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มนั้น ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า ปัจจุบันไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าจ้างแรงงาน ทำให้ไม่อาจแข่งขันในเรื่องราคาได้ต่อไป โดยเฉพาะหากมองว่าคู่ค้าของไทยอย่างฮ่องกง พยายามเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยการลดต้นทุนการผลิตเช่นกัน ดังนั้นแทนที่ผู้ประกอบไทยจะพยายามแข่งขันในเรื่องราคา ควรจะหันไปให้ความสำคัญในเรื่องการยกระดับการผลิต และพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐานและคุณภาพสูง สร้างแบรนด์ของตนให้มีชื่อติดตลาด พัฒนาการบริหารจัดการ การวิจัยและพัฒนาสินค้าให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่า เพิ่มให้สินค้าไทยและเปลี่ยนไปเจาะตลาดบนแทนแข่งขันด้านราคาในตลาดล่าง”
 
นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากการเป็นฐานการผลิตเดียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ให้เต็มที่ โดยพิจารณาการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตให้มีประสิทธิภาพครบวงจรทั้งกระบวนการผลิตและการตลาด หรือ พิจารณาขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงต่ำ อาทิ เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา เป็นต้น