แรงงาน-แรงเงิน

 เงินทองต้องรู้ : แรงงาน-แรงเงิน

   
                           ผ่านพ้นวันแรงงานแห่งชาติมาหมาดๆ กับ “ข่าวร้าย” ของหลายคนที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่ตลาดแรงงาน หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยภาวะการทำงานของประชากรไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2557 พบว่า จำนวนผู้ว่างงานในเดือนมีนาคมยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ 341,000 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.9% เพิ่มอีกกว่า 1 หมื่นคนจากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 62,000 คนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
 
                           ซ้ำด้วยดาบที่สอง เมื่อ “วัลลภ วิตนากร” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า แรงงานจบใหม่จะตกงานและตัวเลขว่างงานจะสูงเกิน 1% ของวัยทำงาน หรือมากกว่า 5 แสนคน
 
                           “แรงงานที่กำลังจะจบใหม่มีอยู่ประมาณปีละ 4 แสนคน ซึ่งมีโอกาสที่ตัวเลขคนตกงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนคน และเมื่อรวมกับตัวเลขตกงานสะสม จะทำให้แรงงานตกงานมากกว่า 4.9 แสนคน และจะเพิ่มเป็นกว่า 5 แสนคน หากไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใน 6 เดือนข้างหน้า”
 
                           นึกย้อนถึงตัวเองในวันที่เรียนจบ ออกหางานทำ เป็นช่วงเวลาของเศรษฐกิจเข้าใกล้ฟองสบู่อย่างแท้จริง บัณฑิตจบใหม่เดินหน้าเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างคึกคัก ด้วยผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า อีก 4-5 ปีหลังจากนั้น ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจครั้งรุนแรง ที่ทำให้คนตกงานเป็นจำนวนมหาศาล
 
                           ถ้าเปรียบเทียบความน่าเป็นห่วงในเรื่องของการว่างงาน-ตกงานระหว่างวันนี้ เทียบกับเมื่อ 17 ปีที่แล้ว คือปี 2540 ก็ต้องให้กำลังใจกันว่า ภาวะที่กำลังเผชิญในตอนนี้ “ดีกว่า” ในตอนนั้นมากนัก อาจเพราะ “ต้นเหตุ” ต่างกัน เพราะในขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 มาจากปัญหา “เศรษฐกิจ” และความล้มเหลวของสถาบันการเงินเป็นแกนกลาง วิกฤติที่เกิดขึ้นในปี 2557 กลับมาจากปัญหาความยืดเยื้อจากความขัดแย้งทางการเมือง ที่ลุกลามกัดกร่อนเศรษฐกิจไทย
 
                           และในขณะที่บัณฑิตจบใหม่ปีนี้ ต้องเผชิญกับภาวะหางานทำยากขึ้น แต่เมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2540 บัณฑิตจบใหม่ในปีนั้น ไม่ใช่แค่เผชิญกับภาวะว่างงาน แต่หลายคนต้องเจอกับปัญหาที่ใหญ่กว่า เมื่อพ่อแม่ของหลายคนต้องตกงาน หรือบางบ้านก็ต้องเจอปัญหาธุรกิจครอบครัวประสบภาวะล้มละลาย
 
                           แต่ถึงตอนนี้จะดีกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่า “ง่ายกว่า” เมื่องานกลายเป็นของหายาก โอกาสที่เคยมากกลายเป็นน้อยลง และไม่ใช่โอกาสดีของแรงงาน ที่ทำได้คือ “อย่าเกี่ยง” ส่วนใครที่มีงานทำแล้ว ก็ต้องรักษา “งาน” ที่มีไว้ให้ดี รวมถึงวางแผนใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้น
 
                           ลองไปอ่านความเห็นที่แชร์กันไว้ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เรื่องการบริหารจัดการเงินทองของคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน และมีเงินเดือน 15,000 บาท พบว่าภาพรวมมีความน่าสนใจตรงที่เกือบ 100% ของคนที่แสดงความเห็น “ใส่ใจ” และ “วางแผน” กับการใช้เงิน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่เข้ามาตอบ) แต่ละคนจะแจกแจงเลยว่า เงินเดือน 15,000 บาทนั้น เขาวางแผนใช้สำหรับอะไรบ้าง 
 
                           ขออนุญาตยกตัวอย่างชายหนุ่มคนแรก ซึ่งมีรายได้เป็น “ค่าจ้างรายวัน” วันละ 300 บาท เขาบอกว่า เขาทำงาน 30 วัน ดังนั้น รายได้ 1 เดือนจะอยู่ 9,000 บาท ครึ่งหนึ่งของรายได้หรือ 4,500 บาท จะกันไว้สำหรับใช้จ่ายส่วนตัว อีก 2,000 บาทให้แม่ และให้น้าอีก 1,000 บาท กันไว้เป็นเงินลงทุน 1,000 บาท และเป็นเงินบริจาคมูลนิธิเด็กอีก 500 บาท ซึ่งเดือนไหนหยุดงานหลายวัน เขาบอกว่า จะไปลดส่วนที่ให้คนอื่นกับเงินลงทุนให้น้อยลง
 
                           อีกหนึ่งหนุ่มมีรายได้เดือนละ 15,000 บาท หักประกันสังคม 600 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 14,400 บาท เงินจำนวนดังกล่าวจะถูกแบ่งให้แม่เดือนละ 2,000 บาท ที่เหลือเป็นค่าที่พักเดือนละ 1,600 บาท (บอกว่าหารกันคนละครึ่งกับแฟน) ค่ากินอยู่ 3,000 บาท แบ่งลงทุนซื้อสลากออมสิน 2,000 บาท เก็บเข้าบัญชีออมทรัพย์ 4,000 บาท (บอกว่า แบบถาวร ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกัน) และเก็บเข้าบัญชีออมทรัพย์อีกบัญชีในจำนวน 1,000 บาท (มีวัตถุประสงค์เผื่อเกษียณตอนอายุ 50-60 ปี) จากนั้นก็แยกย่อยแบบละเอียดยิบว่า เป็นค่าใช้จ่ายเติมเงินมือถือ 100 บาท เติมน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์ 100 บาท (เขาบอกว่า เขาใช้รถรุ่นประหยัดน้ำมัน) เติมบัตรเซเว่นอีเลฟเว่น 300 บาท (เพื่อสะสมแต้มแลกของ และสะดวกกับการซื้อของมากกว่าการใช้เงินสด) 
 
                           ด้วยรายได้เท่านี้ กับการแจกแจงรายจ่ายขนาดนี้ ชายหนุ่มปิดท้ายว่า เขายังมีเงินเหลือหยอดกระปุกอีก 100-300 บาท
 
                           จุดที่เหมือนกันของชายหนุ่มทั้งสองคน และน่าจะเป็นจุดที่เหมือนกันของ “คนเริ่มต้นทำงาน” ก็คือ การตอบแทนบุญคุณของบุพการีเพื่อแสดงความกตัญญูที่พ่อแม่หรือผู้มีพระคุณดูแลเรามาจนทำงาน มีรายได้เลี้ยงชีพ โดยหนุ่มคนแรกดูเหมือนจะ “หนัก” หน่อย เพราะเงินที่ส่งให้แม่ 2,000 บาทกับให้น้าอีก 1,000 บาทนั้น คิดเป็น 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งเดือน ขณะที่ชายหนุ่มคนที่สอง ส่งเงินให้แม่ในสัดส่วน 10% นิดๆ ของรายได้
 
                           จริงๆ เรื่องของการตอบแทนพ่อแม่ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าลูกต้องอยู่ในภาวะกดดันเกินไป พ่อแม่ก็น่าจะเข้าใจ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ที่ค่าใช้จ่ายเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะคนที่ต้องเช่าอพาร์ตเมนต์ เช่าหอ ไหนจะค่าเช่า ค่าเดินทาง อดนึกถึงนักแสดงสาวที่เพิ่งเป็นข่าวว่าถูกพ่อบังเกิดเกล้าฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดู ทั้งๆ ที่ที่ผ่านมาลูกสาวก็ส่งเสียมาตลอด แล้วตอนนี้ต้องดูแลแม่ที่ไม่สบายหนักกับพี่สาวที่พิการ 
 
                           แต่ก็นั่นแหละ เรื่องของความกตัญญูในสังคมไทยเป็นเรื่องอ่อนไหวเกินกว่าจะกล่าวถึง
 
                           จุดที่อยากชี้ให้เห็นอีกประการหนึ่ง คือ ถึงแม้ชายหนุ่มทั้งสองจะจัดอยู่ในผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง คือ 9,000 และ 15,000 บาทต่อเดือน แต่ทั้งสองคนก็พยายามอย่างยิ่งกับการจัดสรรเงินเพื่อออมและเพื่อลงทุน แม้จะยังไม่ค่อยถูกที่ถูกทาง โดยเฉพาะชายหนุ่มคนที่สองที่แยกบัญชีออมทรัพย์ (ซึ่งแทบจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนใดๆ จนบางธนาคารเปลี่ยนชื่อบัญชีนี้เป็น “บัญชีเพื่อใช้” ไม่ใช่เพื่อออมแล้วก็ตาม) ไว้ถึง 2 บัญชี หนำซ้ำยังมีเป้าหมายเพื่อรองรับวัยเกษียณ
 
                           เพราะทั้งจำนวนเงิน (1,000 บาทต่อเดือน) กับผลตอบแทนปลายทาง (จากบัญชีออมทรัพย์) ไม่สามารถ “สานฝัน” อะไรให้ได้เลย
 
                           แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ดีกว่าไม่เริ่มอะไรเลย ส่วนจะเริ่มแบบไหนที่จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ “แรงงาน” และ “แรงเงิน” ต้องยกยอดไปศุกร์หน้าเสียแล้ว