ลุ้นปฏิรูป 1 ปีไม่พอ "คืนความสุข" ตอกย้ำ "แรงงานไทย" ไม่พร้อมลงสนามสู้ "เออีซี"

 ลุ้นปฏิรูป 1 ปีไม่พอ "คืนความสุข" ตอกย้ำ "แรงงานไทย" ไม่พร้อมลงสนามสู้ "เออีซี"

“เอกชน” มองขอเวลา 12 เดือน ไม่พอ “คืนความสุข” ทำได้แค่ขึ้นโครงร่างการปฏิรูปประเทศ ขณะที่เตือนวางแผนรองรับการก้าวสู่เออีซี ตอบชัด “แรงงานไทยสู้ไม่ได้ และยังไม่พร้อม” ระวังข้อมูลล้นโลกโซเชียล ทำประเทศป่วน ด้าน “สุรินทร์” ชี้เป้าจับชนชั้นกลาง ชูอาหาร–เกษตรเป็นจุดแข็งบนเวทีโลก
 
นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “จริงแน่หรือแค่ฝัน เศรษฐกิจไทยก้าวไกลหลังการปฏิรูป” ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า หากคนไทยทั้งประเทศคิดว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งควบตำแหน่งประธานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะสามารถทำการปฏิรูปประเทศไทยในทุกๆเรื่องที่ได้วางกรอบและนโยบายไว้ใน 12 เดือนนับจากนี้ ตนอยากบอกว่า ระยะเวลาเพียง 12 เดือนตามแผนโรดแม็ปนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะทำงานเต็มขีดความสามารถก็คงได้เพียงการขึ้นโครงร่างของการปฏิรูปเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เพียงแค่นั้นก็ถือว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
 
ส่วนจะกำหนดทิศทางให้ประเทศไทยเดินไปอย่างไรในการปฏิรูป จะต้องกำหนดแผนงานขึ้นมาก่อนเหมือนกับประเทศเยอรมนีที่มีแผนการว่า ต้องการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป (อียู) และวางแผนยุทธศาสตร์ประเทศมาอย่างยาวนาน ขณะที่ประเทศไทยต้องการเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียน แต่ปรากฏว่า ปี 2558 หรือปีหน้าเราจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แต่จนถึงขณะนี้เรายังไม่มีแผนพัฒนาและรองรับความต้องการดังกล่าว
 
“ถามว่า แรงงานไทยพร้อมเข้าสู่เออีซีหรือยัง ผมตอบว่ายังไม่พร้อม เพราะเพียงแค่ภาษาอังกฤษก็ไปไม่รอดและนี่เป็นสาเหตุที่คนไทยกลัวการไปทำงานที่ใช้ฝีมือแรงงานเทคโนโลยีระดับสูง ทำให้เสียเปรียบแรงงานอาเซียนด้วยกัน นอกจากนี้ แรงงานไทยยังติดขัดกับปัญหารสชาติอาหารที่ทำใจยอมรับอาหารที่แปลกลิ้นไปจากปกติไม่ได้”
 
นายเจนกล่าวต่อว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเกิดบนพื้นฐานของ “อะไรเป็นเรื่องที่ควรรู้หรืออะไรเป็นเรื่องที่ไม่ควรรู้” แต่ขณะนี้ประเทศไทยแพ้โลกสังคมโซเชียลมีเดีย ซึ่งคนพร้อมเปิดรับทันทีไม่คัดกรอง ทำให้เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ ไร้ภูมิคุ้มกัน ยิ่งเมื่อเข้าสู่เออีซี ก็จะทำให้มีข้อมูลในโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้นเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล แต่ตนอยากบอกว่า ขอให้คนไทยอย่ากลัวการปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น หน้าที่ของเรา คือ ทำตัวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และขอย้ำว่าการเมืองที่มีความขัดแย้งในปีนี้ ไม่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม แต่การส่งออกที่ลดลงอาจมาจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของเราไม่ตรงตามรสนิยมตลาดโลก หรือว่าเทคโนโลยีการผลิตของไทยที่เน้นใช้แรงงานเป็นหลัก ซึ่งอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง
ด้านนายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทำให้การส่งออกของประเทศไทยมีปัญหา สิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปเป็นเรื่องเร่งด่วนคือการฟื้นฟู และสนับสนุนให้เกิดการค้าตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหาตลาดส่งออกแห่งใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดชายแดน พม่า กัมพูชาและลาว ที่แม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต่อปีไม่มากนัก แต่ก็มีมูลค่ารวมกันหลายแสนล้านบาทต่อปี
 
ขณะที่นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร หลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การปฏิรูป” ควรไม่ใช่แค่การปฏิรูปในด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ถ้าให้การปฏิรูปมีประสิทธิภาพจะต้องปฏิรูปคน ทั้งในด้านการศึกษา สามัญสำนึก เนื่องจากขณะนี้บุคลากรของประเทศ ยังมีปัญหาเรื่องการศึกษา รวมทั้งเรื่องภาษา ซึ่งต้องเร่งพัฒนา โดยปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม กลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความสามารถทำธุรกิจอย่างมาก ส่วนนี้ออกไปลงทุนในต่างประเทศนานแล้ว ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่เพิ่งตื่นออกไปลงทุนในต่างประเทศ เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมาเพื่อรองรับการเปิดเออีซี ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ ผู้ประกอบการขนาดเล็กแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มสู้ตาย กับกลุ่มรอความช่วยเหลือ ซึ่งกลุ่มนี้เพราะหากไม่ได้รับความช่วยเหลือกลุ่มนี้จะลำบากทันที
 
วันเดียวกัน ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้จัดงานสัมมนา SCB Investment Symposium 2014 Change Rising : ทะยานสู่ศักราชใหม่เศรษฐกิจโลก โดยนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย หรือเอฟไอที เปิดเผยว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา เราควรใช้ตลาดอาเซียนเป็นแกนหลักการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นว่าจุดเด่นของไทยคือ ภาคเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหาร ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก ไม่มีใครสามารถล้มแชมป์อย่างประเทศไทยได้ แต่การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเป็นเรื่องจำเป็น โดยไม่ควรใช้ระบบอุปถัมภ์เหมือนที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องเพิ่มการใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ปรับขบวนการผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น
 
ทั้งนี้ ในปี 2573 กลุ่มชนชั้นกลางในอาเซียนที่มีอยู่ 400 ล้านคน จากประชากรอาเซียน 700 ล้านคน จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งการบริโภค การบริการ สาธารณสุข ที่อยู่อาศัยจึงจำเป็นที่ไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งเรื่องการศึกษา ระบบราชการ โลจิสติกส์ และขนส่ง แต่ยอมรับว่าปัญหาของไทยคือ ด้านการเมืองที่ทำให้นโยบายไม่นิ่งและไม่มีความต่อเนื่อง ต้องแก้ปัญหากันมาโดยตลอด.