ส่งออก'ญี่ปุ่นฟื้นแต่ยอดขาดดุลสูง

 ส่งออก'ญี่ปุ่นฟื้นแต่ยอดขาดดุลสูง

           กระทรวงการคลังของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกและนำเข้าของญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 7.4% เป็นครั้งแรกของเดือนมิถุนายนที่ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 2010 ทั้งนี้การที่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้นโยบายทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวช่วยกระตุ้นยอดการส่งออก เนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลง 22% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาจะทำให้สินค้าญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศมีราคาถูกลง ส่วนการนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 11.8% เพราะญี่ปุ่นต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาผลิตกระแสไฟฟ้าแทนการผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนญี่ปุ่นได้ขาดดุลการค้าอยู่ที่ 180,800 ล้านเยน ยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากในเดือนที่แล้วมีการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรปหรืออียูสูงขึ้น 8.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 21 เดือน ส่วนการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นเช่นกัน 14.6% และจีนเพิ่มขึ้น 4.8% ที่เป็นเช่นนี้เพราะความต้องการของผู้บริโภคในยุโรปกระเตื้องขึ้น และปริมาณการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น ส่วนจีน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเริ่มเบาบางลง ทำให้กระแสการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นของคนจีนเริ่มลดลง ทางด้านการซื้อขายค่าเงินเยนพบว่า อ่อนตัวลงอีก 0.2% เมื่อเทียบเงินยูโร อยู่ที่ 131.79 เยนต่อยูโร แต่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อีก 0.4% มาอยู่ที่ 99.81 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 
         อย่างไรก็ตาม สำหรับการแก้ปัญหาไฟฟ้า ในเวลานี้อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการใช้กระแสไฟฟ้าจากน้ำมันนำเข้าซึ่งมีราคาแพง เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะมีการเร่งกำจัดสารกัมมันตรังสีจากอุบัติเหตุระเบิดหลังเกิดแผ่นดินไหวคลื่นยักษ์ถล่ม ซึ่งอาจต้องใช้เม็ดเงินสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าจำนวนเงินที่รัฐบาลจัดสรรไว้เพื่อการนี้ถึง 4 เท่า