เวียดนาม-ไทย "คู่ค้า" มากกว่า "คู่แข่ง" win win ทั้งสองฝ่าย

   เวียดนาม-ไทย "คู่ค้า" มากกว่า "คู่แข่ง" win win ทั้งสองฝ่าย 

จากการที่กระทรวงการคลัง ได้จัดโครงการอบรมให้ความรู้กับสื่อมวลชนเพื่อ เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน : สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามระหว่าง วันที่ 24-27 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยมีนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวง การคลัง นำทีมไปศึกษาดูงานทั้งนครโฮจิมินห์ (ไซง่อน) ที่เป็นที่ตั้งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และนครฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม ในฉบับที่แล้ว "สยามธุรกิจ" ได้ ปูพื้นฐานทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ฉบับนี้เราจะพาไปดูว่า ไทยจะได้อะไรจาก เวียดนาม หากเปิด AEC 
 
ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ไทยกับเวียดนามด้านการค้านั้นเป็นไปด้วยดีมาตลอด เห็นได้จากกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของไทย อย่าง บมจ.อมตะ ปตท. SCG CPF และ ธนาคารกรุงเทพ ได้เข้ามาลงทุนในเวียดนามเมื่อหลายปีก่อน และได้รับการตอบรับจากรัฐบาลเวียดนามในระดับดี ซึ่งเป็น อีกหนึ่งสัญญาณในเชิงบวกว่า หากเปิด AEC ขึ้นมาในอนาคต กลุ่มทุนรายใหญ่เหล่านี้จะเป็นเหมือนพี่ใหญ่ที่คอยกรุยทาง ให้กลุ่มธุรกิจอื่นๆ ของไทยสามารถเข้าไปลงทุนในเวียดนามได้ง่ายขึ้น 
 
"มาลินี หาญบุญทรง" ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ทูตพาณิชย์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการ SME เป็นอีกหนึ่ง กลุ่มที่ต้องให้ความสนใจ เพราะจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการซื้อขายสินค้าในกลุ่มอาเซียน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการของไทยต้องเร่งทำความเข้าใจก็คือ เรื่องของกฎหมาย เนื่องเพราะแต่ละพื้นที่ของเวียดนาม กฎระเบียบจะต่างกันไป ทำให้การทำธุรกิจ เกิดการสะดุดและไม่สามารถขยายตลาดไปที่อื่นได้ รวมถึงเรื่องภาษาที่เวียดนามจะใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นหลักทำให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาด 
 
ดังนั้น จึงอยากแนะนำให้ผู้ประกอบ การที่จะมาลงทุนจ้างที่ปรึกษาเพื่อสะดวกต่อการลงทุน รวมทั้งต้องมีการจดลิขสิทธิ์ สินค้าเพื่อป้องกันการเลียนแบบสินค้า ระยะเวลาในการคืนทุนและทำให้สินค้าเป็นที่รู้จัก อาจใช้เวลานานหนึ่งถึงสองปี ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องอดทน ใช้เวลาในการทำธุรกิจ 
 
ส่วนข้อดีคือ ภาครัฐมีการสนับสนุน ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก และมีการปรับกฎระเบียบรวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ขณะที่ทรัพยากรมีสูง ค่าแรงต่ำ แต่ไม่สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ 
 
ปัจจุบันการลงทุนของเวียดนามที่ออกไปทั่วโลกมีมูลค่า 96,463 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การค้าระหว่างไทย-เวียดนาม อยู่ที่ 6,890 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นส่งออก 2,321 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 4,569 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับสินค้าที่เป็นที่ต้องการจากไทยคือ สินค้าที่เกี่ยวกับการอุปโภค บริโภค และเทคโนโลยี 
 
ขณะที่ "รักษ์ดาว พริทชาร์ด" นายกสมาคมธุรกิจไทยในเวียดนาม บอกว่า ที่ผ่านมานักลงทุนไทยมีความคิดด้านบวกต่อเวียดนาม เพราะเวียดนามมีอิสระ ในการลงทุน เช่น ธุรกิจธนาคาร สายการบิน สำหรับธุรกิจไทยที่มองว่ามีโอกาสเติบโตในเวียดนามน่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับความงาม อาหารไทย แฟชั่น เครื่องประดับ เนื่องเพราะคนเวียดนามชอบสินค้าไทยเพราะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาไม่แพง ออกแบบตรงใจคนเวียดนาม 
 
สำหรับอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามที่ยังไม่สะดวกสบายเหมือนประเทศไทยและอาจทำให้กระจายสินค้าไปยังเมื่องอื่น ได้ยาก ขณะเดียวกันกฎเกณฑ์การลง ทุนก็จะเป็นอุปสรรคที่นักลงทุนต้องพบ ดังนั้น นักธุรกิจไทยต้องทำการบ้าน ศึกษา กฎหมายการทำธุรกิจเวียดนามอย่างเคร่งครัด ขณะที่อัตราภาษีบางประเภทยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความล่าช้าของกฎหมาย และกระบวนการก่อนเริ่มต้นธุรกิจน่าจะเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง 
 
ปัจจุบันเวียดนามมีโครงการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน 15,000 โครงการ โดยนักลงทุนจากญี่ปุ่นมาเป็นอันดับแรก ตามด้วย สิงคโปร์ ไต้หวัน ตามลำดับ ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 8 จำนวน 313 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 63,00 ล้านเหรียญสหรัฐ 
 
ด้าน "วิโรจน์ วิภาธนาศิริ" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี.พี. เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด บอกว่า ซี.พี.นับเป็นบริษัทแรกๆ ที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามนับจากที่เวียดนามเปิดประเทศ ก็ร่วม 20 ปี โดยยึดโมเดล "ครัวโลก" เข้าไปลงทุนในธุรกิจด้านอาหารทั้งของคน และสัตว์เลี้ยง ความน่าสนใจของเวียดนาม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางนับเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร อาทิ กาแฟ พริกไทย นอกเหนือไปจากกการเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่พบมาก น่าจะมาจากปัญหาภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางที่มีพายุเกือบตลอดปี 
 
"วิโรจน์" บอกว่าเวียดนามยังมีความน่าสนใจที่จะเข้าไปลงทุน เนื่องเพราะยังมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีพลเมืองกว่า 90 ล้านคน และมีคนที่อยู่ในวัยทำงานสูงมีค่าแรงต่ำ นอกจากนี้ คนเวียดนามยังมีความรักชาติสูง คน "เวียดเกี่ยว" ที่ไปอยู่ต่างประเทศ (เวียดเกี่ยว : ชาวเวียดนาม โพ้นทะเล) ก็พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือประเทศทั้งด้านทุนและเทคโนโลยี 
 
อย่างไรก็ตาม เวียดนามในปัจจุบันยังมีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แม้จะพัฒนาได้เร็วแต่เมื่อเทียบกับไทยยังถือห่างกันมาก (ในเมืองหลวงฮานอยมีการพัฒนา ด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมากขณะที่เมืองโฮจิมินห์มีการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในอีก 2 ปี) ขณะที่ด้านพลังงานยังมีไม่พียงพอ (เวียดนามมีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แต่ก็พักไว้หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น) นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องค่าเงินผันผวน และความไม่ชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมาย 
 
จากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจของเวียดนาม การเมืองที่มีเสถียรภาพ ความแข็งแกร่งของวัฒนธรรม และประชากร เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มธุรกิจจากต่างชาติได้ไม่ยาก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจของไทยที่มีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลเวียดนาม จึงน่าจะเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่ทำให้เราได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ ที่กำลังจะเข้ามาในเวียดนาม ขณะเดียวกันการที่ไทยและเวียดนามวางตำแหน่งเป็นประเทศ "คู่ค้า" มากกว่า "คู่แข่ง" จะเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ร่วมกันแบบที่เรียกว่า win win ทั้งสองฝ่าย