มองรถไฟความเร็วสูงไต้หวันต้นแบบระบบขนส่งเชื่อมไทย

 มองรถไฟความเร็วสูงไต้หวันต้นแบบระบบขนส่งเชื่อมไทย 

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประเทศไทยได้เตรียมแผนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮสปีด เทรน ภายใต้กรอบ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จำนวน 4 เส้นทาง ในวงเงิน 7.8 แสนล้านบาท ประกอบด้วย สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่, สายกรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย, สายกรุงเทพฯ-หัวหิน-ปาดังเบซาร์ และสายกรุงเทพฯ-ชลบุรี-พัทยา-ระยอง 
 
ล่าสุด สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้พาคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน "บินลัดฟ้า" ไปยังประเทศไต้หวัน เพื่อศึกษาดูงานรถไฟความเร็วสูง แล้วนำกลับมาเป็นต้นแบบการดำเนินโครงการศึกษาและออกแบบระบบรถไฟความเร็วสูงของไทย 
 
"จุฬา สุขมานพ" ผู้อำนวยการ สนข. บอกว่า ประเทศไต้หวันจะเป็นตัวอย่างในการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงสำหรับไทยได้ เพราะไม่เคยมีระบบนี้มาก่อนเหมือนกัน ซึ่งแตกต่างจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี จึงต้องดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดำเนินก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจนแล้วเสร็จในปี 2007 ด้วยระยะทาง 345 กม. ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 5 แสนล้านบาท เริ่มต้นเอกชนลงทุนทั้งหมด (สัมปทานแบบ BOT) แต่โครงการล่าช้าเพราะต้นทุนค่าก่อสร้างสูงมีภาระดอกเบี้ย จนรัฐบาลต้องเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัท ไต้หวัน ไฮสปีด เรล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (THSRC) โดยถือเป็นเงินลงทุนจากรัฐประมาณ 21% ภาคเอกชน 79% 
 
ทั้งนี้ THSRC ได้รับสัมปทานเอกชนเดินรถเป็นเวลา 30 ปี และได้รับสัมปทานพัฒนาพื้นที่สถานีเป็นเวลา 50 ปี ซึ่ง THSRC ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทาง แต่ให้ชำระเงิน เป็นรายปีแก่ภาครัฐ 10% ของกำไรก่อนหักภาษี เพื่อนำไปพัฒนาระบบราง ซึ่งปัจจุบันได้เจรจาขอขยายอายุสัมปทานออกไปอีก เพราะยังมีปัญหาขาดทุนอยู่แม้ว่าหลังเปิดให้บริการ จำนวนผู้โดยสารจะเติบโตสูงกว่า 1 เท่า โดยจากปี 2550 มีผู้โดยสาร 15.5 ล้านคน ปี 2551 เพิ่มเป็น 30.5 ล้านคน ล่าสุดปี 2555 มีผู้โดยสาร 44.5 ล้านคน 
 
ด้าน "โอว จิ้น เต๋อ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THSRC บอกว่า หลังจากเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง ส่งผลให้ผู้โดยสารด้านการบินภายในประเทศลดลง จนบางสายการบินต้องปิดตัวลง ส่วนรถโดยสารลดลง 40-50% เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงมีจุดแข็งและแข็งแกร่งกว่าการเดินทางโดยเครื่องบินและรถโดยสาร ทั้งนี้ ยังสามารถพัฒนาเมืองได้อย่างยั่งยืน เศรษฐกิจประเทศก็เติบโต อย่างไรก็ดี เส้นทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศไต้หวันมีระยะทางประมาณ 345 กิโลเมตร เลียบชายฝั่งด้านตะวันตก จากเมืองไทเปไปจนถึงเมืองเกาสงทางตอนใต้ ผ่าน 14 เมือง ประกอบด้วย จำนวนสถานี 12 สถานี จำนวนที่นั่ง 989 ที่นั่ง โดยใช้ความเร็วสูงสุดของรถไฟอยู่ระหว่าง 285-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เปิดให้บริการเมื่อปี 2007 มีผู้โดยสารในปัจจุบันประมาณ 140,000 คนต่อวัน โดยรถไฟ 1 ขบวนจะมี 12 ตู้โดยสาร 
 
ขณะที่ "ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ" รองผู้อำนวยการ สนข. บอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษาและออกแบบโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร วงเงิน 3.8 แสนล้านบาท (เฟสแรกช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก 382 กิโลเมตร วงเงิน 2.04 แสนล้านบาท และเฟส 2 ช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่ 363 กิโลเมตร 1.83 แสนล้านบาท) 2.สายกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กิโลเมตร ลงทุน 1.7 แสนล้านบาท (เฟสแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 256 กิโลเมตร 1.4 แสนล้านบาท) 3.สายกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 982 กิโลเมตร วงเงิน 1.24 แสนล้านบาท (เฟสแรกหัวหิน ระยะทาง 225 กิโลเมตร 1.23 แสนล้านบาท) วงเงินที่เหลือเป็นค่าศึกษาโครงการต่อขยายจากหัวหิน-ปาดังเบซาร์ และ 4.สายต่อขยายจากสนามบินสุวรรณภูมิ (แอร์พอร์ตลิงค์) ไปชลบุรี-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่และแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ส่วนต่อขยายทุกเส้นทาง 
 
อย่างไรก็ตาม โครงการรถไฟความเร็วสูงถือเป็นแผนการลงทุนที่สามารถพัฒนาประเทศได้ และถือเป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาเมืองต่างๆเติบโตได้ และนักธุรกิจของประเทศไต้หวันมั่นใจว่า รถไฟความเร็วสูงเป็นกระดูกสันหลังที่ทำให้เศรษฐกิจโต และส่งผลให้มีช่องทางการลงทุนจำนวนมหาศาล เห็นได้จากการเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงของไต้หวันแล้ว พื้นที่โดยรอบมีการพัฒนามาก 
 
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทาง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ได้ส่งผลศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้สำนักงานนโยบายแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้วเมื่อเดือนกันยายน และภายในเดือนพฤศจิกายนจะส่งผลศึกษา EIA เส้นทางกรุงเทพฯนครราชสีมาได้ และคาดว่าจะเปิดประกวดราคางานระบบได้ประมาณกลางปี 2557 
 
เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ ได้ประมาณปี 2562 ขณะที่รายได้จากรถไฟความเร็วสูง จะมาจากรายได้ค่าโดยสารเป็นหลัก และมีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่เพื่อขายของ ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาคืนทุนประมาณ 20 ปี และสามารถทำกำไรได้ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาพื้นที่โดยรอบที่กำหนดเป็นสถานี เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง จากการศึกษาพบว่า จุดคุ้มทุนในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของไทย น่าจะมากกว่า 20 ปี เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน ซึ่งหลังจากนี้ไทยจะนำประโยชน์ที่ได้จากการศึกษาระบบรถไฟความเร็วสูงของไต้หวันกลับมาพิจารณาโครงการของไทย เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบคมนาคมในประเทศต่อไป