จับตาท่าที

            จับตาท่าที "ญี่ปุ่น" ขยายฐานการลงทุนใน "อาเซียน" 

ความร่วมมือประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่อึดใจนี้ หลายฝ่ายได้พุ่งเป้าให้ความสำคัญกับประชาคมเสาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ นอกจากจะมีการลงทุนที่เปิดเสรีมากขึ้นระหว่าง 10 ประเทศอาเซียนแล้ว อีกหนึ่งประเทศผู้ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่จะลืมไม่ได้เลย คือ "ญี่ปุ่น"
 
 
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ลากยาวถึงช่วงหลังสงครามเย็น ระหว่างนี้เองญี่ปุ่นได้บุกเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ญี่ปุ่นใช้เป็นฐานการผลิต แต่ปัจจุบันไม่เพียงแค่ไทยเท่านั้น ญี่ปุ่นยังมองหาโอกาสที่จะเข้าไปยังกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงอีกด้วย ซึ่งก็มีการเข้าไปแล้วบ้าง
 
ในการเปิดเผยการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในไทย ประจำครึ่งปีหลัง 2556 นายเซตซึโอะ อิอุจิ ประธาน องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร และหัวหน้าคณะสำรวจเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เปิดทัศนคติของบริษัทญี่ปุ่น จำนวน 412 แห่ง ถึงประเด็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีว่า 
 
บริษัทส่วนใหญ่มีการคาดหวังกับเออีซีที่ส่งผลกับการค้าของสิบสมาชิกอาเซียน ถึงการปรับปรุงยกเลิกกำแพงภาษี และมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีของทุกประเทศ ซึ่งกว่า 51% ของบริษัทญี่ปุ่นตอบว่า อยากให้มีการปรับปรุงระบบการประเมินสินค้า รวมถึงราคาจากกรมศุลกากร 
 
รองลงมาคือ การมีค่าใช้จ่ายพิเศษหรือภาษีภายในประเทศที่นอกเหนือจากศุลกากร คิดเป็น 48% ส่วนด้านการเรียกร้องให้ปรับปรุงการร้องขอเงินมัดจำ การวางเงินล่วงหน้าจากกรมศุลกากร และอื่นๆ คิดเป็น 30% และเงื่อนไขต่างๆ อาทิ การขอรับใบอนุญาตในสินค้าพิเศษและอื่นๆ คิดเป็น 21%
 
จากการสำรวจวิเคราะห์ได้ว่า บริษัทญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในไทยต่างมีความต้องการที่จะใช้กรอบเออีซี ในการอำนวยความสะดวกของการส่งออกสินค้าข้ามพรมแดนมากขึ้น 
 
ส่วนด้านการลงทุน นายเซตซึโอะได้แถลงผลการสำรวจว่า ธุรกิจที่ต้องการลงทุนอย่างเสรีในอาเซียน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการให้บริการด้านวิศวกรรมถึง 26% รองลงมาคือการค้าส่ง 20% การธนาคารและการบริการด้านการเงิน 19% เช่นเดียวกันกับการบริการด้านขนส่งสินค้า
 
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าญี่ปุ่นจะไม่สนใจเข้าไปลงทุนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แต่ญี่ปุ่นได้พยายามเข้าไปตามเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ โดยบางส่วนอาจนับได้ว่าเป็นการโยกฐานการผลิตให้มีความกระจายออกจากไทยมากขึ้น ด้วยปัจจัยหลายอย่าง
 
ไม่ว่าจะเป็นด้านสถานการณ์ทางการเมืองในไทย ปัญหาด้านแรงงานที่ประเทศไทยมีค่าแรงสูงขึ้น แต่คุณภาพเท่าเดิม
 
รวมไปถึงการออกนโยบาย "Thailand Plus One" หรือไทยแลนด์บวกหนึ่ง ที่เป็นแนวคิดในการพัฒนาขยายธุรกิจของบริษัทที่มีฐานการผลิตธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย และมองหาลู่ทางในการขยายฐานการผลิตและอื่นๆ ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระจายภาคส่วนการทำงาน 
 
ซึ่งในรายงานระบุว่า มีบริษัทญี่ปุ่นที่สนใจจะเข้าไปขยายเข้าไปอินโดนีเซีย 59% เวียดนาม 42% และเมียนมาร์อีก 34% ซึ่งบริษัทที่ดำเนินการแล้ว 28% กำลังพิจารณาอยู่ 19% และไม่มีแผนดำเนินการ 54%
 
อย่างในเมียนมาร์ ที่ญี่ปุ่นต้องการเข้ามามีบทบาทสำคัญในโครงการนิคมอุตสาหกรรม อาทิ นิคมอุตสาหกรรมทิลาวา และท่าเรือน้ำลึกทวาย ญี่ปุ่นจึงเป็นผู้สนับสนุนหลักในการสร้างถนนจากทวายมายังชายแดนบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี และสร้างถนนมอเตอร์เวย์ต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากมหาสมุทรอินเดียไปมหาสมุทรแปซิฟิก
 
ส่วนในประเทศลาว มีแผนที่จะพัฒนา 41 เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเสร็จไปแล้ว 3 แห่ง อาทิ ที่สะหวันนะเขต เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน แห่งที่สอง คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ติดชายแดนจีน
 
ในอีกกรณีหนึ่ง อย่าลืมว่า ญี่ปุ่นพยายามให้ความช่วยเหลือหลายประเทศในอาเซียน ผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) และยังเป็นหนึ่งในผู้สมทบทุนรายใหญ่ให้กับธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี อีกด้วย ญี่ปุ่นใช้กลไกการช่วยเหลือผ่านเอดีบีในการสร้างการเชื่อมโยงระเบียง เศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ที่ประกอบด้วยระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) แนวระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) และเส้นทางพัฒนาเศรษฐกิจทางตอนใต้ (Southern Economic Corridor)
 
ในรายงานของหอการค้าญี่ปุ่นก็ได้ระบุเช่นเดียวกันว่า การขยายธุรกิจไปยังเพื่อนบ้านภายใต้นโยบายไทยแลนด์บวกหนึ่ง จุดมุ่งหมายที่บริษัทส่วนใหญ่ตอบตรงกันคือ เมืองย่างกุ้ง รวมถึงท่าเรือทิลาวา ซึ่งตั้งอยู่ในเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันตก-ตะวันออก 
 
ส่วนอันดับรองลงมา 31% ตอบว่าต้องการลงทุนพื้นที่ในเมียนมาร์ ซึ่งรวมถึงท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งจะตั้งอยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจทางตอนใต้ 22% 
 
และพนมเปญ ซึ่งอยู่ตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจทางตอนใต้คิดเป็น 18%
 
หลังจากนายชินโสะ อาเบะ ก้าวมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 พร้อมกับการมุ่งมั่นใหม่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามแผน "อาเบะโนมิกส์" ผนวกกับการให้ความสำคัญกับอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ที่มีการผลัดกันเยือนระหว่างตัวของนายอาเบะเอง กับรัฐมนตรีระดับสูง
 
แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองในไทย ณ ขณะนี้ ประกอบกับจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่จะรอไม่ได้ และหลายประเทศรอบไทย ทั้งมาเลเซียที่มีการปรับแผนนโยบายรถยนต์แห่งชาติให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งญี่ปุ่นเองก็ไม่น่าจะพลาดโอกาสนี้ 
 
อีกทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามก็พร้อมไปด้วยกำลังแรงงานที่ถูกและมีจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านการลงทุนในภูมิภาคนี้ของญี่ปุ่นอย่างแน่นอน