วัดความพร้อม "เพื่อนบ้าน" รับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

 วัดความพร้อม "เพื่อนบ้าน" รับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 

     แม้การเมืองไทยจะร้อนแรง แต่ต้องอย่าลืมว่าภายในปี 2558 การรวมตัวของกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียนก็จะมีการรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ สำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ที่จะมีพลวัตกับประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
สำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ "เออีซี" ในหนังสือผลวิจัย ASEAN Readiness Index ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในบทเรื่องความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : ไทยเดินถูกทิศหรือหลงทาง โดยคณะวิจัยที่นำโดย รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำกัดความไว้ว่า "เออีซี" เกิดขึ้นเพื่อให้อาเซียนมีเขตการค้าเดียวกัน โดยสามารถเคลื่อนย้ายปัจจัยทั้งวัตถุดิบและแรงงานอย่างเสรี มีมาตรฐาน กฎระเบียบ และกฎเกณฑ์ทางการค้าเดียวกัน 
 
โดยคณะวิจัยได้ลงพื้นที่ 8 ประเทศอาเซียน ยกเว้นบรูไน เพื่อสำรวจความพร้อมของสมาชิกอาเซียนต่อเออีซี ภายใต้หัวข้อ "การสังเคราะห์ผลกระทบต่อประเทศไทยจากการจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ และการปรับรูปแบบโซ่อุปทานภายใต้บริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"
 
ซึ่งในงานวิจัยดังกล่าวใช้แบบจำลองความสัมพันธ์ 3 ปัจจัย ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความเชี่ยวชาญ และการปฏิสัมพันธ์แบบพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ อีกทั้งทางคณะได้พูดคุยกับหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชน 
 อินโดนีเซีย ประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะมากกว่า 17,000 เกาะ และมีประชากรมากกว่า 250 ล้านคน มีแผนแม่บทในการพัฒนาและโครงการด้านโลจิสติกส์ทั้งหมดพัฒนาขึ้นเพื่อตลาดในประเทศเท่านั้น โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองการเชื่อมโยงหมู่เกาะต่างๆ ดังนั้นจึงสามารถระบุได้ว่า อินโดนีเซียไม่ได้ให้ความสำคัญแก่เออีซีเท่าไรนัก
 
สิงคโปร์ 
ประเทศที่ดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมมากที่สุด และรับรู้ถึงการเข้ามาของเออีซี ในรายงานวิจัยระบุว่า สิงคโปร์ไม่ได้มีการเตรียมใดๆ เป็นพิเศษ เพราะปัจจุบันก็เพียงพอต่อการแข่งขันในอาเซียนอยู่แล้ว ซึ่งการเปิดเออีซีจะช่วยให้สิงคโปร์เข้าถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ มากขึ้น 
 
ฟิลิปปินส์ 
มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายกับอินโดนีเซียและการพัฒนาที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งทางคณะวิจัยรายงานว่า ฟิลิปปินส์จะเน้นการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก ส่วนเรื่องการรับรู้จะคล้ายคลึงกับอินโดนีเซีย แต่จะน้อยกว่าเล็กน้อย การเตรียมพร้อมที่ถือได้ว่าไม่มีเลย แต่ฟิลิปปินส์มีความได้เปรียบด้านทรัพยากรมนษุย์ โดยมีแรงงานฝีมือและสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
 
เวียดนาม 
การรับรู้ต่อเออีซีค่อนข้างน้อย เพราะไม่มีการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐและเวียดนามเอง ทางคณะวิจัยระบุในรายงานว่า เวียดนามให้ความสำคัญต่อการพัฒนาตามกรอบขององค์การการค้าโลกมากกว่า ซึ่งกรอบดังกล่าวก็ครอบคลุมกรอบทั่วไปของเออีซีอยู่แล้ว 
 
มาเลเซีย 
โดยรวมแล้วยังมีการรับรู้เรื่องเออีซีค่อนข้างน้อย และไม่ค่อยใส่ใจเท่าประเทศไทย แต่แผนการพัฒนาประเทศของมาเลเซียมองไกลไปถึงปี 2563 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มุ่งไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นเรื่องเออีซีจึงไม่มีความจำเป็น ซึ่งความพร้อมโดยรวมนับว่ามีความพร้อมในระดับที่สูงเช่นเดียวกันกับสิงคโปร์ 
 
กัมพูชา 
ในส่วนของภาพรวมที่คณะวิจัยสะท้อนออกมาว่า ประชาชนไม่มีการรับรู้ถึงเออีซี ซึ่งการรับรู้จะอยู่เฉพาะกลุ่มของเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ผลักดันเศรษฐกิจกัมพูชาสู่ระดับสากลเท่านั้น ส่วนความพร้อมในการเข้าสู่เออีซี ถือว่าไม่มีความพร้อมเลย เพราะส่วนใหญ่ยังมุ่งไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ 
 
สปป.ลาว 
มีการรับรู้เรื่องเออีซีอยู่บ้าง เพราะมีการจัดสัมมนาเรื่องเออีซี และได้รับสื่อจากทางฝั่งไทย แต่กลับกันของการประชาสัมพันธ์จากรัฐที่ไม่ค่อยมีการบอกกล่าวให้ประชาชนรับทราบ ส่วนในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่นับได้ว่ายังไม่มีความพร้อม และการลงทุนในด้านดังกล่าวเป็นการลงทุนจากต่างประเทศเสียส่วนใหญ่ นอกจากนี้ สปป.ลาวยังให้ความสนใจเกี่ยวกับการแก้กฎหมายการค้าให้เป็นไปตามสากลอีกด้วย 
 
เมียนมาร์ 
คณะวิจัยสะท้อนว่าเมียนมาร์เพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน การเตรียมความพร้อมสู่เออีซียังไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เนื่องจากประสบการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศยังไม่มาก ต้องอาศัยองค์กรระหว่างประเทศในการช่วยเหลือ ส่วนสาธารณูปโภคก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่เมียนมาร์มีข้อได้เปรียบตรงที่มีการแก้ไขกฎระเบียบการค้าภายในประเทศให้สอดคล้องกับสากลเหมือนกับ สปป.ลาว
 
อย่างไรก็ตามแม้ว่าแต่ละประเทศจะมีการรับรู้เรื่องเออีซีที่ไม่เท่ากัน แต่ทุกประเทศล้วนแล้วพยายามปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ พัฒนาโครงสร้างต่างๆ ไม่เพียงเพื่อให้สอดรับและหยุดอยู่แค่หลังเปิดเออีซีเท่านั้น แต่บางประเทศยังมองไปถึงการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาเลเซีย รวมไปถึงเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์อีกด้วย