FTA อาเซียน-อียู ไทยส่อตกขบวน

 FTA อาเซียน-อียู ไทยส่อตกขบวน 

    การเจรจาการค้าเสรีระหว่างประเทศและกลุ่มองค์การระหว่างประเทศเหนือรัฐอย่าง สหภาพยุโรป หรืออียู ในระยะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีความพยายามที่จะสร้างกรอบความร่วมมือการค้า เสรีขึ้นมาอยู่ตลอด เช่น กรอบการค้าเสรี ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Partnership Agreement : TPP) และความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) 
 
ถือเป็นรูปแบบการเจรจาที่เกิดขึ้น ระหว่างกลุ่มเขตเศรษฐกิจรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ครอบคลุมทั้งเอเชีย อเมริกาใต้-เหนือ ขณะเดียวกัน ทางยุโรปแม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้อันรุนแรง แต่ก็มีความพยายามที่จะเข้าร่วมเจรจาการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็นกรอบใหม่ที่ตั้งขึ้น และอยู่ในช่วงการเจรจา ภายใต้ชื่อว่า กรอบเจรจาการค้าเสรีภาคพื้นแอตแลนติก (Trans-atlantic Free Trade Area) กับอาเซียน อียูก็มีการเจรจาเช่นเดียวกันคือ การเจรจาการค้าเสรีอาเซียน-อียู 
 
การเจรจาการค้าเสรีระหว่าง 2 ทวีปที่เต็มไปด้วยศักยภาพการแข่งขัน มีขึ้นตั้งแต่ปี 2549 แต่ต้องถูกแช่แข็ง ตามความเห็นของที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ปี 2550 ส่งผลให้สมาชิกอาเซียนหลายประเทศตัดสินใจเดินหน้าเจรจาการค้าเสรีกับอียูด้วยตัวเอง 
 
ในปี 2552 อียูมีความตั้งใจที่จะเข้ามาเจรจาการค้าเสรีกับภูมิภาคนี้ แต่ต้องทำเป็นรายประเทศก่อนที่จะเจรจาในลักษณะภูมิภาคต่อภูมิภาค
 
ขณะนี้มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่บรรลุข้อเจรจาการค้าเสรีกับอียู คือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย 
 
แน่นอนว่า 2 ประเทศนี้มีรัฐบาลที่มั่นคง ทำให้การเจรจาเป็นไปตามแผน ต่างกับบางประเทศในอาเซียนที่เจอปัญหาการเมืองภายใน ทำให้ต้องเลื่อนการเจรจาออกไป 
 
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ความล้มเหลวที่เกิดในการเจรจาระหว่างอียูกับอาเซียน เป็นผลมาจากความแตกต่างในกฎระเบียบของ 10 ประเทศ "ไม่มีมาตรฐานการค้าเดียวกัน" 
 
อีกมุมมองหนึ่งคือ "อียูถูกจัดความสำคัญอยู่ในอันดับที่ 3 รองลงมาจากกลุ่มอาเซียนด้วยกัน และกลุ่มประเทศเอเชียอื่น อย่างจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้" 
 
ความล้มเหลวในการเจรจาบวกกับการใช้เวลาลากยาวหลายปี ซึ่งกว่าจะครบ 10 ชาติอาเซียน กรอบการค้าเสรีอียู-อาเซียนคงได้จดปากกาค้าเสรีหลังเปิดเออีซีในปี 2558 
 
ดังที่ นายเล เลือง มินห์ เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน กล่าวระหว่างเข้าร่วมเวที เดลี ไดอะล็อก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า บางประเทศได้เริ่มการลงนามไปแล้วอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนบางประเทศอย่างไทยและเวียดนามกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา เชื่อว่า ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนจะมีความพร้อมเจรจากับอียูหลังจากที่อาเซียนหลอมรวมเป็นตลาดเดียวกัน ซึ่งก็คือหลังเปิดเออีซี 
 
เลขาธิการบอกผ่านสื่ออีกว่า การเมืองภายในของแต่ละประเทศไม่ควรที่จะทำให้การเป็นหุ้นส่วนทางการค้าระหว่างภูมิภาคต้องสั่นคลอน นอกจากนี้ ให้มองว่าอียูไม่ใช่คู่แข่ง แต่ควรมองว่าการค้าเสรีกับอียูจะเป็นการช่วยส่งเสริมการค้าให้เติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่าง 2 ภูมิภาค 
 
แต่ดูเหมือนว่าการเจรจาการค้าเสรีกับไทย การเมืองจะกลายเป็นปัญหาที่ทำให้การเจรจาสะดุดทันที โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาระหว่างประเทศจะต้องผ่านรัฐสภา แต่ตอนนี้ทุกอย่างเสมือนสุญญากาศ 
 
ไทยมีแนวโน้มอย่างมากที่จะ "ตกขบวนรถไฟการค้าความเร็วสูง" ที่สมาชิกอาเซียนอื่นพยายามจะจับให้ทัน