ธปท.รับ เงินบาทอ่อนตามค่าเงินภูมิภาค หลังสหรัฐฯลดมาตรการคิวอี คาดจีดีพีโตได้แค่ 3%

 ธปท.รับ เงินบาทอ่อนตามค่าเงินภูมิภาค หลังสหรัฐฯลดมาตรการคิวอี คาดจีดีพีโตได้แค่ 3% 

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  เปิดเผยว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงขณะนี้ถือว่าเป็นไปตามทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลในภูมิภาค หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ลงอีก 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯปรับตัวดีขึ้น สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนในตลาดเงิน ทำให้นักลงทุนหันกลับไปถือครองเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯระยะสั้น ส่งผลให้เงินบาทและเงินสกุลอื่นทั่วโลกอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐ
 
ส่วนกรณีนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ระบุว่า อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกหลังจากที่เฟดยุติการใช้มาตรการคิวอี ไปแล้ว 6 เดือนนั้นธปท. คาดว่าเฟดน่าจะขึ้นดอกเบี้ยช่วงต้นไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งเร็วกว่าตลาดคาดไว้แต่ไม่ได้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ
 
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้น คาดว่าจีดีพีอาจจะโตต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นการโตต่ำกว่าศักยภาพ แม้ว่าการอุปโภคบริโภคในประเทศในค่อยๆฟื้นตัวกลับมาแล้วก็ตาม แต่ถือว่ายังไม่เต็มศักยภาพ เช่น การอุปโภคสินค้าไม่คงทน ถือว่ายังน้อยกว่าภาวะปกติส่วนสินค้าประเภทคงทน ก็ขยายตัวต่ำ เพราะเทียบกับฐานในช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่สูงเนื่องจากมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ  การลงทุนก็ไม่มีความเชื่อมั่นและเติบโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนการเบิกจ่ายภาคการคลังยังน้อยกว่าปกติ ขณะที่การส่งออกแม้จะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวขึ้นแต่ก็ขยายตัวในระดับต่ำ ไม่เต็มศักยภาพเช่นกัน
 
พร้อมกันนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่2 ก.พ.ที่ผ่านมาเป็นโมฆะก็ไม่น่ามีผลให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าที่คาดไว้อีก และถ้าเมื่อใดที่เศรษฐกิจไทยกลับมาโตได้ตามศักยภาพดอกเบี้ยนโยบายก็คงไม่ผ่อนคลาย
 
"เดิมปีนี้ธปท.ไม่ได้คิดว่าเศรษฐกิจจะโตได้ต่ำกว่า 3% คาดไว้ว่าจะโต 4-5%แต่เมื่อปัจจัยต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปนโยบายการเงินก็ต้องติดตามสถานการณ์ และปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมซึ่งหากไทยต้องการกลับมาโตได้ 4-5% ก็ตัองปรับตัวให้นโยบายการคลังสามารถดำเนินกิจกรรมได้เต็มศักยภาพการลงทุนต้องก้าวข้ามการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้และยอมรับว่ารัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลมากขึ้น เพื่อเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ตามแผนเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณปกติไม่เช่นนั้นจะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขัน"