ผ่านไป3เดือนอะไรก็ไม่สดใส

    ผ่านไป3เดือนอะไรก็ไม่สดใส 

 
                ในโอกาสที่การดำเนินธุรกิจต่างๆ ผ่านพ้นไตรมาสที่ 1 ของปี 2557 และเพิ่งผ่านช่วงสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ไทย เศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังส่งผลต่อกันและกันจนหลายฝ่ายต่างออกมาคาดกันว่าปัญหาคงจะมีการลากยาวออกไปนานพอสมควรแน่ๆ เห็นได้จากประเด็น ดังต่อไปนี้
 
                1.เศรษฐกิจของโลกมีการฟื้นตัวเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นแบบเตาะแตะ เปราะบาง ไม่แข็งแกร่งอย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง เช่น เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวจากการส่งออกที่เป็นผลมาจากค่าเงินที่อ่อนและมีผลมาจากคนอเมริกันบริโภค กินใช้ จับจ่ายใช้สอยมากขึ้นดูได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของการบริโภค แต่ตัวเลขของการว่างงานที่เป็นตัววัดความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้นยังไม่น่าไว้วางใจนัก
 
                2.เศรษฐกิจของจีนมีเรื่องของอัตราการขยายตัวที่ลดลง และหลายฝ่ายยังรอว่าทางการจีนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยหรือไม่ ประเทศไทยต่างคาดหมายว่าเราจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ที่จะทำให้การส่งออกของเราดีขึ้นก็ดูเหมือนจะเลือนหายไป ดังนั้น สิ่งที่เห็นในไตรมาสแรกปีนี้ คือ เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวแต่มีความเปราะบาง
 
                3.การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยผ่านความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองที่เริ่มกระทบภาคธุรกิจมากขึ้น หน่วยงานวิเคราะห์วิจัยทางเศรษฐกิจแทบทุกสำนักตั้งแต่ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอื่นๆ มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลง จากเดิมที่คาดการณ์ตอนปลายปี 2556 ที่คาดไว้อัตราร้อยละ 4-5 เหลือร้อยละ 2-3 หรือต่ำกว่าภายใต้ข้อสมมุติว่า การเมืองจะคลี่คลายได้ช่วงครึ่งปีหลัง
 
                แต่เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายก็รู้ดีว่าถ้าการเมืองยังไม่มีทางออก ยังไม่จบและหากว่าความขัดแย้งยังมีอยู่ อาจปะทุความรุนแรงได้ทุกรูปแบบและลากยาวไปถึงครึ่งปีหลังแล้วละก็ เศรษฐกิจไทยก็จะเสียหาย ยับเยินมากขึ้น อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2557 อาจต้องปรับลดลงอีกจนต่ำกว่าร้อยละ 0 หรือติดลบก็เป็นได้ และกรณีที่เลวร้ายผลของเรื่องนี้อาจมีผลไปถึงปี 2558 ก่อนการเข้าสู่เออีซี ประเทศไทยจะเป็นเหมือนคนป่วยในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่เข้มแข็งและเติบโต
 
                4.ธนาคารพาณิชย์ก็ปรับแผนสินเชื่อ ลดเป้าการเติบโตจากเลขสองหลักมาเหลือหลักเดียวแล้วและขณะนี้แทบทุกสถาบันไม่พูดกันเรื่องการเติบโตและจะหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพสินเชื่อไม่ให้เกิดปัญหา การติดตามหนี้สินไม่ให้มีการค้างชำระ การบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็งแบบไม่ต่อรอง การปรับตัวดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจและธุรกิจช่วงต่อไปจะชะลอมากขึ้น เพราะกระแสเงินหมุนเวียนอาจไม่คล่องเหมือนช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จึงควรปรับตัวโดยเน้นการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ประหยัดให้มากกว่าเดิม และท้ายสุดชะลอหรือลดขนาดการลงทุน ทำเท่าที่จำเป็น การรักษาสภาพคล่องให้ดีจึงเป็นคาถาที่ไม่เพียงท่องบ่นแต่ต้องลงมือทำ