นายกฯสมาคมธนาคารไทยชี้ ครึ่งปีหลังไม่มีรบ. ศก.โตแค่1% เอสเอ็มอีอ่วมพิษการเมือง

 นายกฯสมาคมธนาคารไทยชี้ ครึ่งปีหลังไม่มีรบ. ศก.โตแค่1% เอสเอ็มอีอ่วมพิษการเมือง

  นายบุญทักษ์ กล่าวว่า เราอาจไม่มีรัฐบาลชัดเจนในครึ่งปีหลังแต่เรามีทีมวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งระบุว่าหากมีรัฐบาลได้ในครึ่งปีหลังอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่2.0-2.2%หากไม่มีรัฐบาลอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 1.0-1.5% ที่จริงประเทศไทยแข็งแกร่งเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหนักมา2 ครั้ง เราผ่านมาได้ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540และวิกฤตซับไพร์มปี 2552

 
 นายบุญทักษ์ กล่าวด้วยว่า วิกฤตทางเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญอยู่นี้น่ากังวลเรื่องหนี้เสียและการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี ซึ่งผลสำรวจความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีมองอีก3 เดือนข้างหน้าว่าสภาพเศรษฐกิจจะโตลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในกรุงเทพฯมองว่าสภาพเศรษฐกิจเลวร้ายมีธุรกิจเอสเอ็มอีในภาคตะวันออกเท่านั้นที่มองว่าสภาพเศรษฐกิจดีอาจเป็นเพราะธุรกิจในบริเวณนั้นมีการส่งออกที่ดีขึ้น
นอกจากนี้เอสเอ็มอียังมองว่าในอีก3 เดือนยังมีความกังวลมากสุดเรื่องยอดขายที่ลดลงและสภาพคล่องของเอสเอ็มอีไม่ดีเพราะสินเชื่อของธนาคารแผ่วลงซึ่งตรงข้ามกับสภาพคล่องในระบบที่ยังเป็นไปได้ดีนอกจากนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีสัดส่วนทางเศรษฐกิจ30%ของจีดีพีในประเทศ แต่มีอัตราการจ้างงานสูงถึง 80% น่ากังวลด้วยว่าถ้าเอสเอ็มอีอยู่ในสถานการณ์ไม่ดีการจ้างงานก็จะมีปัญหา
 
"การเมืองมีผลกระทบต่อธุรกิจและเอสเอ็มอีถูกกระทบมากสุดรวมทั้งเรื่องขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในช่วง8-10ปี ลดลงมาตลอดด้านอินโดนีเซียโตขึ้นมาเท่าไทยแล้วเพียงแต่เรามีการแก้สถานการณ์ต่างๆดีกว่าประเทศอื่นๆ เท่านั้น"นายบุญทักษ์กล่าว
 
  นายบุญทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขีดความสามารถการแข่งขันของไทยลดลงเกิดจากปัจจัยหลักคือ ข้อกฎหมายซึ่งไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจเช่น กฎหมายหลักประกันพิเศษ ซึ่งเห็นร่างกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วและผ่านมาหลายรัฐบาลแต่ก็ไม่เคยผ่านสภา และนำออกมาใช้เลยเรามีข้อกฎหมายจำกัดมาก อีกประเด็นคือประเทศไทยยังมีนวัตกรรมใหม่ๆน้อยไทยมีงานด้านการวิจัยต่ำมากเมื่อเทียบกับโลก ภูมิภาคเอเชียและประเทศอื่นๆไทยต้องเตรียมความพร้อมที่จะรองรับเทคโนโลยีในอนาคต
นายบุญทักษ์ กล่าวว่า ในอนาคตเทคโนโลยีจะถูกลงและธุรกิจเอสเอ็มอีจะเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้นแต่สิ่งที่จะทำให้เอสเอ็มอีได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดคือต้องเรียนรู้เรื่องซัพพลายเชนทั้งระบบเอาความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้งตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไปและดำเนินธุรกิจทั้งระบบซัพพลายเชนอย่างไม่แบกภาระไว้จะช่วยเอสเอ็มอีได้
 
นายบุญทักษ์ ได้กล่าวตอบคำถามถึงประเด็นหากไทยถูกปรับลดเรตติ้งเครดิตจากสถานการณ์การเมืองจะมีผลกระทบอย่างไรโดยระบุว่าในระยะอันใกล้6เดือน ถึง 1 ปีหากไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงไทยคงไม่ถึงกับถูกลดเครดิตส่วนในระยะยาวตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ไทยเองแต่แบงก์ไทยมีความมั่นคงมากคงไม่ถูกลดเรตติ้งได้ง่ายๆ
 
นายบุญทักษ์ ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยโชคดีทรัพยากรมาก ตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ดีภัยธรรมชาติน้อย คนไทยมีศักยภาพเยอะแต่เราใช้ศักยภาพตัวเองเพียง20-30% จากที่เรามีหากมองในภาพใหญ่ระบอบประชาธิปไตยเป็นของตะวันตกเรารับมาและต้องเรียนรู้การใช้ระบบไปเรื่อยๆแต่ที่สำคัญทุกคนต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด