1. ปรับเกณฑ์ตรวจนำเข้าใหม่ อุตฯ มั่นใจขั้นตอนไม่เกิน10 วัน เตรียมเริ่มประกาศใช้ 17 พ.ค.นี้

       นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าการประกาศหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์หรูจากต่างประเทศ (เกรย์มาร์เก็ต) ของสำนักงานผลิตภัณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ว่า วันที่ 15 พฤษภาคม คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) จะพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวอีกครั้ง เพื่ออนุมัติและประกาศใช้อย่างเป็นทางการไม่เกินวันที่ 17 พฤษภาคม โดยภายหลังประกาศจะส่งหนังสือถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์เกรย์มาร์เก็ต และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อแจ้งให้ทราบถึงหลักเกณฑ์เพิ่มเติม และจะเน้นย้ำว่าประกาศดังกล่าวจะใช้ควบคู่ประกาศเดิมที่ออกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 แต่ประกาศเพิ่มเติมจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นและปรับแก้บางส่วน อาทิ ราคาตรวจสอบ ระยะเวลาตรวจสอบ โดยในเบื้องต้นประกาศหลักเกณฑ์ตรวจสอบรถยนต์หรูนำเข้าของ สมอ.เพิ่มเติมเรื่องการ   ร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจปล่อยจากกรมศุลกากร จนถึงการตรวจสอบของสถาบันยานยนต์ ใช้เวลาไม่เกิน 10 วันทำการในกรณีที่เอกสารครบ จากที่ผ่านมาถูกร้องเรียนว่าใช้เวลานานกว่า 30 วัน บางรายร้องเรียนว่านานถึง 90 วัน และจะลดราคาตรวจสอบรถยนต์เครื่องเบนซินจากกว่า 1 แสนบาทต่อคัน เหลือราว 4 หมื่นบาทต่อคัน ส่วนรถยนต์ดีเซลจะคงราคาเดิมคือ 4 หมื่นบาท ซึ่งสาเหตุที่ต้องประกาศหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเพราะที่ผ่านมาผู้นำเข้าไม่ยอมนำรถยนต์เข้าตรวจสอบกับ สมอ.และสถาบันยานยนต์ เพราะแม้หลักเกณฑ์ตรวจสอบนำเข้าจะมีผลตั้งแต่ 30 พฤศจิกายน 2555 และมีการหารือเพื่อทำความเข้าใจกับ  ผู้นำเข้าให้นำรถไปตรวจสอบแล้วแต่ปรากฏว่ามีรถยนต์ไปตรวจสอบเพียง 6 คัน คาดว่าผู้นำเข้าอาจกังวลว่ารถยนต์ที่ตรวจสอบอาจถูกดัดแปลงจนเกิดความเสียหาย เพราะรถยนต์ราคาแพง ดังนั้น จึงร่นระยะเวลาเพื่อให้ผู้ประกอบการคลายความกังวล

          อย่างไรก็ตาม สำหรับรถยนต์ที่ผู้นำเข้าอ้างว่าขายให้กับลูกค้าผู้ซื้อรถแล้ว จะให้ผู้นำเข้าประสานกับลูกค้านำรถยนต์มาตรวจกับ สมอ.โดยจะใช้วิธีจัดกลุ่มและตรวจสอบวิธีพิเศษ ขั้นตอนจะอยู่ในหลักเกณฑ์เพิ่มเติมที่เตรียมประกาศวันที่ 17 พฤษภาคมเช่นกัน แม้กระทรวงอุตสาหกรรมจะพยายามแก้ปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์การตรวจสอบ และอำนวยความสะดวกผู้นำเข้าเรื่องการตรวจสอบ แต่จำนวนรถยนต์ที่เข้าตรวจสอบยังน้อยมาก ทำให้ต้องปรับแก้หลักเกณฑ์ครั้งนี้ ดังนั้น หากรถยนต์ที่ตรวจสอบยังน้อยจะหาแนวทางแก้ไขอีกครั้ง นอกจากนี้รถยนต์ที่ สมอ.ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากรพบว่านำเข้ามาแต่ยังอยู่ท่าเรือจำนวน 2,000 คัน ขณะที่ผู้ประกอบแจ้งว่ามีจำนวนรถยนต์ที่นำเข้าแต่ไม่ระบุว่าขายหรือยังอยู่กับกรมศุลกากรหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 จำนวน  1,600 คัน และนำเข้าก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 จำนวน 700 คัน โดยตัวเลขจากกรมศุลกากร และผู้นำเข้ายังมีความสับสน ถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ต้องแก้ปัญหา