กพร.ยกระดับธุรกิจ SME พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มผลผลิต เสริมรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ

 กพร.ยกระดับธุรกิจ SME พัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มผลผลิต เสริมรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ

“SME”ถือเป็นหน่วยธุรกิจขนาดเล็กในระบบเศรษฐกิจ แต่ถ้าได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมศักยภาพให้มีความเข้มแข็งจะกลายเป็นการเสริมรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ“กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.)”ภายใต้การนำของนายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัด“โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานตามความต้องการของสถานประกอบกิจการ”เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพของสถานประกอบการ ธุรกิจต่างๆ ควบคู่การพัฒนาฝีมือแรงงานและการทำงานอย่างเป็นระบบ
 
จากความสำเร็จของโครงการปี 2556 ส่งผลให้สถานประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการ 18 แห่ง ลดต้นทุนการผลิตมูลค่าต่างๆ ลงได้ 190 กว่าล้าน ทำให้ปี 2557 กพร.ได้ขยายขึ้นไป 200 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจแหล่งอุตสาหกรรมของประเทศสถาบันฝีมือแรงงานภาค 1 สมุทรปราการและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดในเครือข่าย (นนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจะเข้าไปดำเนินการตามโครงสร้างในสถานประกอบการกิจการรวม 68 แห่ง มีแรงงานไม่น้อยกว่า 6,800 คน
 
นายคมสัน เหล่าศิลปเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่าโครงการดังกล่าวที่ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดขึ้น ตอบโจทย์ในการพัฒนาธุรกิจSMEได้อย่างมาก เพราะต้องยอมรับว่าภาวะทางเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำ 300บาท ทำให้ธุรกิจ SMEซบเซา เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนไม่ได้หาง่ายๆ
“ธุรกิจSME20แห่งที่ทางสภาอุตสาหกรรมคัดเลือกสามารถช่วยพัฒนาแรงงาน ประมาณ1,000-2,000คน โดยทางสภาอุตสาหกรรมฯ จะเข้าไปช่วยเป็นที่ปรึกษา หาจุดด้อย จุดแข็งของสถานประกอบการ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพสินค้า ศักยภาพในการทำงาน และลดช่วงเวลาการผลิต โครงการนี้จึงมีความจำเป็นมากและอยากให้จัดทุกปี โดยปีหน้าอยากให้เปิดโอกาสแก่สถานประกอบการที่มีพนักงาน ต่ำกว่า100คน เข้าร่วมด้วย เพราะตอนนี้โรงงานขนาดเล็กได้รับการสนับสนุนน้อยมาก อีกทั้งสายป่านธุรกิจ SMEสั้นทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนแม้ลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ในการบริหารจัดการก็ยังขาดการลงทุน ดังนั้น โครงการนี้จะช่วยเติมเต็มสถานประกอบกิจการได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน อาจดึงหน่วยงานอื่นๆเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อพัฒนายกระดับ SME อย่างครบวงจร”
เช่นเดียวกับนายณรงค์ฤทธิ์พานิชชีวะประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานีกล่าวว่าในส่วนของจ.ปทุมธานี ได้โควต้าสถานประกอบการ9แห่ง ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมฯ ได้คัดกรองทั้ง9แห่ง กระจายไปในทุกรูปแบบของSME ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดย่อม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และSMEที่ทำงานร่วมกับต่างชาติ เพื่อให้ทุกกลุ่มได้รับประโยชน์สูงสุด
 
   “ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมตอนนี้คล้ายๆ กัน คือ แรงงาน และค่าแรง ทำให้ผู้ประกอบกิจการมีการโยกย้าย เปลี่ยนรูปแบบการผลิต นำเครื่องจักรมาใช้แทนคน เพื่อลดการจ้างงาน ซึ่งเป้าหมายของสภาอุตสาหกรรมเองก็ต้องการช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบกิจการ ขยายโอกาสฐานลูกค้าให้มากขึ้น โครงการนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพ พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ลดต้นทุนที่ถือเป็นหัวใจของการผลิต เพราะถ้าพนักงานทำงานได้เต็มศักยภาพ ก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ และยิ่งลดต้นทุนมากเท่าไหร่ ยิ่งจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต”
 
 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้มีการลงพื้นที่จัดอบรมแก่สถานประกอบกิจการมาตลอด“บริษัทเอ็มไอเอส(ประเทศไทย)จำกัด จ.ปทุมธานี”อีกหนึ่งสถานประกอบกิจการที่สมัครเข้าโครงการต่างๆ การฝึกอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสมจิตร์ พิณเสนาะ กรรมการผู้จัดการเล่าว่า สถานประกอบกิจการของเราทำหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีพนักงาน250คน ซึ่งที่ผ่านมาการผลิตชิ้นส่วนของเราจะมีปัญหาในขั้นตอนการผลิต ดังนั้น เชื่อว่าโครงการนี้ตอบสนองการพัฒนาคุณภาพสินค้า พนักงาน ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบริษัทได้ เพราะจะมีทีมปรึกษาคอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือในทุกขั้นตอนการผลิต
 
ขณะที่นายเมธี พึ่งสุจริต ตัวแทนจากบริษัทเอ็ม เอส ซี พีอาร์ สอง จำกัด จ.สมุทรปราการ บริษัทผลิตชิ้นส่วนยางในอุตสาหกรรมยานยนต์กล่าวเสริมว่ารู้สึกดีใจมากที่ทางบริษัทได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วมหลายๆโครงการของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้เห็นถึงความกระตือรื้อร้น การพัฒนาที่ดีขึ้นของพนักงาน ยิ่งโครงการนี้มีทีมปรึกษาจากสภาอุตสาหกรรม และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ยิ่งทำให้เราค้นหาจุดด้อยของบริษัทและแก้ปัญหาได้ถูกจุดมากขึ้น การอบรมโดยทีมปรึกษา6ครั้งมีประโยชน์มากต่อหัวหน้างานและพนักงาน เพราะได้เห็นมุมมองการทำงาน การแลกเปลี่ยนความร่วมมือต่างๆ เปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้ เพิ่มเติมทักษะ ขณะเดียวกัน บริษัทของเราเป็นบริษัทแบบครอบครัวก็จะได้รับมุมมองความคิด การสนับสนุน คำแนะนำในการต่อยอดธุรกิจ พัฒนาคุณภาพของสินค้าให้มีคุณภาพ มาตรฐานสามารถแข่งขันในระดับสากลได้