อินโดฯ อุ้มรายย่อยสู้ต่างชาติงัดกฎเหล็กคุมการขยายตัวของธุรกิจนอก ป้องกันเอสเอ็มอีท้องถิ่นเจ๊งระนาว

 อินโดฯ อุ้มรายย่อยสู้ต่างชาติงัดกฎเหล็กคุมการขยายตัวของธุรกิจนอก ป้องกันเอสเอ็มอีท้องถิ่นเจ๊งระนาว

 
รัฐบาลอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า อินโดนีเซียจะออกกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อหวังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 99.8% ของธุรกิจทั้งประเทศ ภายหลังธุรกิจรายย่อยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมร้านสะดวกซื้อและร้านอาหาร ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขยายตัวของบริษัท      ข้ามชาติ โดยภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ บริษัทค้าปลีกหรือร้านสะดวกซื้อต่างชาติที่มีสาขามากกว่า 150 สาขา และร้านอาหารหรือร้านกาแฟที่มีสาขามากกว่า 250 สาขา จำเป็นต้องมีหุ้นส่วนชาวอินโดนีเซียมากขึ้น จากเดิมที่ธุรกิจเหล่านี้ไม่ต้องมีหุ้นส่วนเป็นคนท้องถิ่น และขณะเดียวกันรัฐบาลยังกำหนดให้ 80% ของวัตถุดิบ ตลอดจนอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจต้องเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นในอินโดนีเซียเท่านั้น ส่วนอีก 20% สามารถนำเข้าได้
          นอกจากนี้ ตัวแทนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีบางส่วนยังได้เรียกร้องให้ภาครัฐจำกัดจำนวนแฟรนไชส์ที่บริษัทต่างชาติสามารถเปิดในประเทศได้จากเดิมที่ราว 150-200 สาขา เหลือเพียง 10 สาขา ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นภายหลังรัฐบาลอินโดนีเซียได้รับการร้องเรียนจากภาคเอสเอ็มอีว่า ประสบปัญหาในการแข่งขันกับธุรกิจต่างชาติ โดยข้อมูลจากสมาคมค้าปลีกอินโดนีเซีย พบว่า ในช่วงปี2553-2555 อุตสาหกรรมร้านสะดวกซื้อซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัว ขยายตัวเพียง 10% สวนทางกับร้านสะดวกซื้อต่างชาติที่ขยายตัวมากถึง 82% จากความคิดเห็นของเจ้าของร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตาที่เปิดเผยว่า รายได้ลดลงอย่างมากจากเดิมที่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อวัน เหลือเพียง 5 เหรียญสหรัฐต่อวัน หลังคู่แข่งต่างชาติเริ่มเปิดสาขามากขึ้น โดยยอมรับว่าธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถสู้กับคู่แข่งต่างชาติได้ หากรัฐบาลไม่ยื่นมือช่วยเหลือ สอดคล้องกับความเห็นของสมาคมผู้ค้ารายย่อยอินโดนีเซียที่เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยกระจายรายได้ในประเทศอย่างเป็นธรรม ด้วยการมอบโอกาสให้ธุรกิจรายย่อยสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้