สศอ.เผยไทยได้ประโยชน์ด้านภาษีจาก FTA ปี 56 กว่า 1.3 แสนล้านบาท

 สศอ.เผยไทยได้ประโยชน์ด้านภาษีจาก FTA ปี 56 กว่า 1.3 แสนล้านบาท

Free Trade Area หรือที่เรียกชื่อย่อว่า “FTA” ซึ่งหมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็น 0 % และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การทำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านสินค้า (goods) โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก แต่เขตการค้าเสรีในระยะหลังๆ นั้น รวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ (services) และการลงทุนด้วย โดยในขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หรือ สศอ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในด้านการจัดทำนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยได้ให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจาก FTA และได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ดำเนินโครงการติดตามการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ฉบับต่างๆ ที่ประเทศไทยได้จัดทำกับประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ หลายประเทศ อาทิ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น

 
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 ซึ่งประเทศในกลุ่มอาเซียนจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือได้อย่างเสรี และเงินทุนได้เสรียิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกไทยต้องให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ของไทยกับประเทศคู่ค้า ซึ่งจะช่วยได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีเพิ่มมากขึ้น
 
ดร.สมชาย  หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ในปี 2556 ที่ผ่านมาภาคส่งออกไทยได้รับประโยชน์ด้านภาษีจาก FTA รวมมูลค่าภาษีที่ประหยัดได้ถึง 135,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 25,013 ล้านบาท โดยผู้ที่ส่งออกสินค้าไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนได้รับประโยชน์สูงสุดถึง 83,720 ล้านบาท ซึ่งสินค้าส่งออกที่สามารถประหยัดภาษีศุลกากรภายใต้ FTA มากที่สุดในปี 2556 ยังคงเป็นสินค้ากลุ่มยานยนต์ (39,569 ล้านบาท) กลุ่มอาหาร (18,327 ล้านบาท) และพลาสติก (11,291 ล้านบาท)  ในขณะที่ภาคนำเข้าได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีศุลกากรภายใต้ FTA คิดเป็นมูลค่า 91,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 225 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าสินค้าจากอาเซียนและจีน โดยสามารถประหยัดภาษีได้สูงสุดถึง 39,383 ล้านบาท และ 33,908  ล้านบาท ตามลำดับ และสินค้านำเข้าที่สามารถประหยัดภาษีศุลกากรภายใต้ FTA มากที่สุดในปี 2556 ได้แก่ สินค้ากลุ่มอาหาร (12,052 ล้านบาท) สินค้าเกษตร (10,135 ล้านบาท) และสินค้ากลุ่มยานยนต์ (9,320 ล้านบาท)
 
หากมองในภาพรวมแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า แม้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้าที่ค้าขายกับประเทศในกลุ่มอาเซียนจะได้รับประโยชน์ในระดับสูง อย่างไรก็ดียังคงพบว่าผู้ประกอบการยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก FTA ในภาพรวมได้อย่างเต็มที่ โดยหากสามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มที่ ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าไทยจะสามารถประหยัดภาษี เพิ่มขึ้นได้อีก 116,934 ล้านบาท และ 41,015 ล้านบาท ตามลำดับ โดยที่ผ่านมาทาง สศอ. และทีดีอาร์ไอ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องในการระบุประเด็นปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ภาคเอกชนในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มที่ พบว่าปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว ได้แก่ ลูกค้า (ผู้นำเข้าในประเทศคู่ค้า) ไม่ได้ขอใบ Certificate of origin (c/o) มา ปัญหาจากกระบวนการเอกสารขอใช้สิทธิ์ยุ่งยากและซับซ้อน และการตีความพิกัดสินค้าไม่ตรงกัน เป็นต้น