หนุนกฎหมายหลักประกันธุรกิจ เพิ่มเขี้ยวเล็บกรุยทางเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน

 หนุนกฎหมายหลักประกันธุรกิจ เพิ่มเขี้ยวเล็บกรุยทางเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน

สื่อข่าวรายงานว่า ในงานเสวนา “กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจจะช่วยให้ไทยเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้จริงหรือ” ซึ่งจัดโดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาร่วมกับคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจนั้น นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมผู้ส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทย กล่าวว่าขณะนี้เอสเอ็มอียังคงมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ แม้จะมีการออกมาตรการหรือวงเงินกู้พิเศษต่างๆ ของภาครัฐเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอี แต่รายเล็กก็ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ แต่เมื่อร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการขยายประเภทของสินทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ เช่น สินทรัพย์ทางปัญญา นวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการนำรายได้ในอนาคตและสินค้าคลังมาเป็นหลักประกันได้ ถือเป็นความหวังที่จะทำให้เอสเอ็มอีเข้มแข็งมากขึ้น
 
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นถึงร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวน่าจะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น เพราะจะช่วยให้เอสเอ็มอีที่มีอยู่มากกว่า 2.7-2.9 ล้านราย มูลค่าธุรกิจกว่า 4 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เข้าถึงแหล่งเงิน โดยขณะนี้ในระบบธนาคารพาณิชย์ มีเอสเอ็มอีประมาณ 700,000-900,000 ราย ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ แต่อีก 2 ล้านรายยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ
 
โดย พ.ร.บ.ดังกล่าวร่างขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันใหม่นอกเหนือจากการจำนองเดิม เพื่อให้สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกัน โดยไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเพื่อให้ผู้ประกอบการยังสามารถนำหลักทรัพย์นั้นไปใช้ประกอบกิจการต่อได้ แต่เอสเอ็มอีจะต้องมีการจัดทำบัญชี แผนการดำเนินการ แผนการเงินที่โปร่งใส สร้างความมั่นใจในการปล่อยกู้ ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลของธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งรวบรวมข้อมูลการให้สินเชื่อ การชำระหนี้ และการดำเนินการของเอสเอ็มอีเป็นรายพื้นที่/รายอุตสาหกรรมเพื่อช่วยการตัดสินใจปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์มากขึ้น.