ส่องความคืบหน้ากฎหมายเดินเครื่อง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ”

  ส่องความคืบหน้ากฎหมายเดินเครื่อง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ”

       การพัฒนาเชิงพื้นที่ในลักษณะของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เป็นแนวทางการพัฒนาที่มีการศึกษาและกล่าวถึงกันมานานในประเทศไทย แต่ในความเป็นจริงคือ ประเทศไทยยังไม่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่แนวคิดนี้เริ่มต้นขึ้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงมีข้อถกเถียงและยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทยนั้นควรจะมีรูปแบบใด และจะมีความพิเศษอย่างไรในแง่ของสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจที่จะให้แก่นักลงทุน นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีผลทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นทางการ ได้แก่ กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ยังไม่ได้มีการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมนั่นเอง
          แนวคิดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ แนวคิดเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษมีวัตถุประสงค์หลักในการกระจายการพัฒนาไปสู่พื้นที่ต่างๆ เพื่อมิให้การพัฒนากระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่โดยใช้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย
เป็นตัวนำในการพัฒนาซึ่งนอกจากจะช่วยกระจายการพัฒนาไปสู่พื้นที่เฉพาะที่ได้รับการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เฉพาะและพื้นที่ใกล้เคียงโดยตรงแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในเวทีการค้าโลกอีกด้วยสำหรับแนวคิดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในต่างประเทศนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศในกลุ่มองค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า OECD (Organization for EconomicCooperation and Development) ไม่มีแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่จะเน้น “การพัฒนาระบบการให้บริการทั้งระบบ” โดยการลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น มีการจัดเก็บข้อมูลด้านต่างๆ ในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้บริการในลักษณะของศูนย์บริการร่วม (Service Center) รวมทั้งมีการนำระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการให้บริการต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้รับบริการใช้บริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สำหรับกรณีสหภาพยุโรป (European Union) นั้น ถือหลัก Free Trans-bordering of goods, labor and capitalประเทศสมาชิกจึงไม่มีการพัฒนาพื้นที่พิเศษขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเน้นการพัฒนาระบบการให้บริการทั้งระบบเช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม OECD หากประเทศที่จะเข้าเป็นสมาชิกใหม่มีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่เดิมก็ต้องยกเลิก
          ประเทศที่นำแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมาปรับใช้นั้น ส่วนใหญ่
เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งสิ้นเนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของประเทศเหล่านี้ไม่เอื้อต่อการ
พัฒนาระบบการให้บริการทั้งระบบในคราวเดียวกัน หรือหากจะทำให้สำเร็จต้องใช้เวลาในการดำเนินการ
ค่อนข้างนานซึ่งไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกในยุคไร้พรมแดน ประเทศเหล่านี้จึงให้
ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่เฉพาะก่อน อันจะทำให้การพัฒนาระบบการให้บริการกระจายไปตามส่วนต่างๆ
ของประเทศในระยะเวลาต่อไป สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศแรกที่พัฒนาและประยุกต์ใช้แนวคิดเขต
เศรษฐกิจพิเศษ โดยการกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่รัฐจะลงทุนด้านการจัดทำผังเมืองที่เหมาะสม การจัดหา
สาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการประกอบกิจการและอยู่อาศัยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ รวมทั้งนำระบบการให้บริการ
ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพของประเทศตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่เป้าหมาย โดยเน้นการให้บริการจุดเดียว
เบ็ดเสร็จภายในเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ ยังสร้างเงื่อนไขอื่นที่กระตุ้นให้นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุน
ต่างประเทศได้เข้ามาลงทุนในพื้นที่เป้าหมายด้วย เช่น การให้สิทธิพิเศษด้านภาษีอากร การส่งเงินตรา
ต่างประเทศเข้าออกในเขตเศรษฐกิจพิเศษ การให้สิทธิพิเศษในการเข้ามาทำงานของแรงงานผู้มีประสบการณ์
เป็นต้น แม้ในปัจจุบันอินเดียและเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ได้นำแนวคิดเขตเศรษฐกิจพิเศษไป
ประยุกต์ใช้แล้ว แต่อาจเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น Special Economic Zone, Free Economic Zone, Free
Zone เป็นต้น
         การริเริ่มพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศไทย
หากพิจารณาในส่วนของแนวคิดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย พบว่า แนวคิดการพัฒนา
เขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย ที่ผ่านมามีการพัฒนาในลักษณะนี้ภายใต้รูปแบบต่างๆ กัน ได้แก่
นิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate: IE) เป็นรูปแบบการพัฒนาของพื้นที่เฉพาะ เขตอุตสาหกรรมเพื่อการ
ส่งออก (Export Processing Zone: EPZ) เป็นรูปแบบการพัฒนาของเมืองใกล้ท่าเรือ/สนามบิน คลังสินค้าทัณฑ์
บน (Bonded Warehouse: BW) หรือร้านค้าปลอดอากร (Duty Free Shop: DFS) และเขตการค้าเสรี (Free
Trade Zone: FTZ) หรือเขตการค้าปลอดภาษี (Duty Free Port) เป็นรูปแบบการพัฒนาของเมืองท่า และเขต
เศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Special Border Economic Zone: SBEZ) เป็นรูปแบบการพัฒนาของพื้นที่ตามแนว
ชายแดน นอกจากนี้ ประเทศไทยมีการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับการพัฒนาในลักษณะของเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ได้แก่ พื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกหรืออีสต์เทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard DevelopmentProgram) ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 ครอบคลุมพื้นที่การพัฒนาระยะแรก 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่รัฐบาลในสมัยนั้นมีนโยบายให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจเฉพาะขึ้นมาเพื่อเร่งรัดการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี โดยเป้าหมายสูงสุดคือ ต้องการให้พื้นที่นี้เป็น
         แกนหลักของการพัฒนาประเทศที่เป็นประตูเปิดเชื่อมโยงการ
พัฒนา (Gateway) ไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ พร้อมกับเชื่อมเส้นทางการค้าสู่ภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และเป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สำหรับพัฒนาการในด้านของกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในสมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 อนุมัติให้สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนใน
พื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อให้แม่สอดเป็นเมืองเศรษฐกิจ-การค้าชายแดน เพราะมีศักยภาพและความ
พร้อมของเมืองสูงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และการท่องเที่ยว และในสมัย
ของรัฐบาลชุดนี้เองที่ได้มีการจัดทำร่างกฎหมายขึ้นมา 1 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษพ.ศ.
... ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการของร่างพระราชบัญญัติฯ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 และพยายาม
ผลักดันให้ร่างดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร แต่ได้รับการคัดค้านและต่อต้านจากภาคประชาชน
อย่างรุนแรง เนื่องจากเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะจากการประกาศเขต
เศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ใดๆ จะมีผลให้คนในท้องถิ่นหมดอำนาจและสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้ ด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถจัดการทรัพยากรทั้งหมดในพื้นที่ได้
อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองที่ดินการจัดระบบชลประทาน การจัดการป่าไม้ และทะเล ในที่สุด
ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นก็จะไม่สามารถจัดการทรัพยากรในพื้นที่เพื่อการทำมาหากินได้ และอาจจะนำไปสู่การ
ทำลายเศรษฐกิจชุมชนและสังคมท้องถิ่นให้อ่อนแอและล่มสลายในที่สุด และเป็นการออกกฎหมายเพื่อสนอง
นายทุนต่างชาติให้การลงทุนในทุกๆ ด้านได้อย่างไร้ขอบเขต ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์และสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ
จนทำให้ต้องชะลอและสิ้นสุดวาระของรัฐบาลไปก่อน
      ความคืบหน้าของกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับความคืบหน้าของกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษในปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือสคก. ได้มีหนังสือกราบเรียน นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการให้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... ซึ่งนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วให้ความเห็นชอบในหลักการให้มีระเบียบดังกล่าว และให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.รับไปพิจารณาในรายละเอียดเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่ง สศช. ได้พิจารณารายละเอียดของร่างระเบียบฯ ฉบับที่เสนอโดย สคก. แล้ว เห็นชอบในหลักการของการมีร่างระเบียบดังกล่าว โดย สศช. ได้พิจารณาเพิ่มเติมรายละเอียดของร่างระเบียบฯ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่าง
ระเบียบฯ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2556 ตามที่ สศช. เสนอ และให้ส่งให้ สคก. ตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้
รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ ให้
แก้ไขคำนิยาม “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ไม่ได้มีการค้าบริเวณพรมแดนด้วยแล้ว
ดำเนินการต่อไปได้ เมื่อร่างระเบียบฯ มีผลใช้บังคับแล้ว ให้นำเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดมาพิจารณา
ดำเนินการเป็นลำดับแรก
       สาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. ....
สาระสำคัญของร่างระเบียบฯ ฉบับที่เสนอโดย สศช. มีดังนี้
1. กำหนดบทนิยาม คำว่า “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” หมายถึง พื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อ
การค้าสินค้าหรือบริการ หรือการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการค้าบริเวณ
พรมแดนและการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน รวมทั้งการพัฒนาระบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จที่
สอดคล้องกับระบบ ASEAN Single Window และบทนิยามอื่นๆ อาทิ “การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ”
“การค้าบริเวณพรมแดน” “ประเทศเพื่อนบ้าน” “แผนแม่บท”“การพัฒนาพื้นที่”“หน่วยงาน” และ “หน่วยงาน
รับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” เป็นต้น
2. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็น
ประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนการค้าไทย ประธาน
หอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินสิบคน
เป็นกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
3. กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายฯ มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและเสนอแผนแม่บทต่อ
คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ พิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการที่สำนักงานเสนอ ให้ความเห็น
เกี่ยวกับแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานตามที่สำนักงานร้องขอ กำหนดแนวทางเพื่อให้การส่งเสริมและ
พัฒนาการค้าบริเวณพรมแดนและการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน กำกับดูแล ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงาน
ตามแผนแม่บท และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบเป็นระยะ
4. กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเป็นหน่วยงานภายใน สศช. มี
อำนาจหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ร่างแผนแม่บทเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาและให้ความ
เห็นชอบ ตรวจสอบและวิเคราะห์แผนงานหรือโครงการและแผนปฏิบัติของหน่วยงาน อำนวยการ ติดตามผล
และประสานงานการบริหาร และการปฏิบัติตามแผนแม่บท รวมทั้งสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง
5. กำหนดให้ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการนโยบายฯ คณะอนุกรรมการนโยบายฯ หรือคณะทำงานที่
คณะกรรมการนโยบายฯ แต่งตั้ง ค่าใช้จ่ายของสำนักงาน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นให้จ่ายจากงบประมาณ
ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
6. กำหนดให้หน่วยงานที่ประสงค์จะรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจจัดทำร่างแผนแม่บทเสนอ
คณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณา โดยผ่านความเห็นชอบของกระทรวงเจ้าสังกัด
7. กำหนดให้หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามแผนแม่บท จัดทำแผนงานหรือโครงการ และ
ส่งให้หน่วยงานรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อรวบรวมตรวจสอบและวิเคราะห์แล้วจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ
และนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป ในการดำเนินการจัดทำแผนงานหรือโครงการ
ให้หน่วยงานที่จัดทำให้ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่นั้น
ประกอบด้วย
8. กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการดำเนินการที่
ไม่เป็นไปตามที่กำหนด หรือไม่สอดคล้องกับแผนแม่บท แผนปฏิบัติการและแผนงานโครงการ หรือวิธีการดำเนิน
กิจการที่กำหนดตามระเบียบนี้
       การขับเคลื่อนกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษให้บรรลุวัตถุประสงค์
โดยปัจจุบันร่างระเบียบฯ ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาของ สคก. ซึ่งจากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้า
ร่วมประชุมเพื่อตรวจพิจารณาร่างระเบียบฯ ที่จัดโดย สคก. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมานั้น มีข้อสังเกต
ว่า ยังคงมีรายละเอียดปลีกย่อยในหลายประเด็นที่ สศช. และ สคก. ต้องพิจารณาทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระของ
กฎหมายและกระบวนการที่จะนำไปใช้จริงในทางปฏิบัติให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน เนื่องจาก สคก. ในฐานะ
ผู้ตรวจร่างระเบียบฯ จะตีความตามกฎหมายเป็นหลักว่าเรื่องใดสามารถทำได้จริงหรือเรื่องใดไม่สามารถทำได้ตาม
กฎหมาย ในขณะที่ สศช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในทางปฏิบัติผู้เสนอรายละเอียดของร่างระเบียบฯ จะยึด
หลักการโดยการเสนอข้อกฎหมายที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้และปฏิบัติได้จริงเพื่อให้ง่ายในขั้นตอนการปฏิบัติ
มากกว่า เช่น การกำหนดบทนิยาม คำว่า “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” ที่ สคก. ขอให้เพิ่มเติมนิยามว่า หมายถึง
พื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งที่กำหนดไว้ในแผนแม่บท และ
ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ...... โดย สศช. ได้ให้ข้อมูลว่าในทางปฏิบัติคงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากในแผนแม่บทที่
เป็นภาพรวมหรือแผนใหญ่จะไม่สามารถกำหนดได้ว่าพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดบ้างที่จะกำหนดเป็น
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แต่แผนแม่บทซึ่งเป็นแผนใหญ่นี้จะเป็นเพียงแผนแม่บทที่แสดงให้เห็นภาพรวมใน
เชิงกว้างว่าพื้นที่ในระดับภูมิภาคและระดับจังหวัดใดที่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพควรผลักดันให้เป็นเขตพัฒนา
เศรษฐกิจพิเศษ ส่วนรายละเอียดว่าจะกำหนดเป็นพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดนั้น จะปรากฏอยู่ในแผน
แม่บทระดับพื้นที่ เป็นต้น นี่คือตัวอย่างของการตีความในสาระสำคัญของข้อกฎหมายที่ยังมีความเข้าใจที่
คลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า ร่างระเบียบดังกล่าวยังคงมีประเด็นที่ละเอียดอ่อนซึ่งควรต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในขั้นตอนของการปฏิบัติจริง เช่น การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจจะมีปัญหาอุปสรรคของการดำเนินงานในทางปฏิบัติ เนื่องจากส่วนราชการต่างๆที่จะไปให้บริการภายในศูนย์การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีเอกภาพ รวมถึงการให้คำนิยามคำว่า การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จของร่างระเบียบฯ ซึ่งจะเป็นการมอบอำนาจให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคในการดำเนินการแทนราชการบริหารส่วนกลาง อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานขององค์กรต่างๆ ในอนาคตได้ หากหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ อาศัยช่องว่างของกฎหมายและไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องของการถ่ายโอนหรือมอบอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง ในส่วนของหน่วยงานที่ประสงค์จะรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในขั้นตอนของการจัดทำร่างแผนแม่บทไม่ได้กำหนดให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน ภาคประชาชน ตลอดจนภาคีพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควรต้องมีการกำหนดในเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากร่างแผนแม่บทมีประเด็นรายละเอียดของการดำเนินงานค่อนข้างมาก เช่น การกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่จะสนับสนุนให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ การกำหนดสิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนให้แก่ผู้ประกอบการ การกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดให้มีการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ เป็นต้น เพื่อที่ร่างแผนแม่บทตามที่หน่วยงานรับผิดชอบเสนอจะได้มีทิศทางการพัฒนาที่เหมาะสมสอดคล้องกับนโยบายและแผนการพัฒนาพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสอดคล้องกับนโยบายและแผนการพัฒนาพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่นั้นอย่างแท้จริงกล่าวโดยสรุป หากผู้อ่านท่านใดต้องการมองเห็นความสำเร็จของกฎหมายเดินเครื่อง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” คงต้องอดใจรอกันต่อไป เพี่อให้ สคก. ได้ตรวจพิจารณาร่างระเบียบฯ ให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็เพื่อให้ร่างระเบียบฯ เป็นกฎหมายที่จะสามารถนำไปใช้เป็นกลไกในการผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นอย่างเป็นทางการและเป็นรูปธรรมในอนาคต แต่ทว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษใดจะประสบความสำเร็จหรือไม่ คงต้องวัดกันที่ปัจจัยสำคัญอีกหลายประการ เช่น มีที่ตั้งเหมาะสมหรือไม่ ประชาชนในพื้นที่เข้าใจ ยอมรับ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพียงใด การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรและสิทธิพิเศษอื่นแก่ผู้ประกอบการ/อยู่อาศัยอย่างไรบ้าง มีการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เต็มรูปแบบเพื่อความรวดเร็วหรือไม่ และมีการประชาสัมพันธ์ที่ดีเพียงใด นี่คือความท้าทายและเป็นโจทย์ที่ต้องหาคำตอบให้ได้สำหรับ          แนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย
 
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
􀂃 เอกสารประกอบการประชุมเพื่อตรวจพิจารณาร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเขตพัฒนา
เศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมเดือน
บุนนาค ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
􀂃 ฝ่ายพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. เขตเศรษฐกิจพิเศษคืออะไร?. ข่าวสารพัฒนา
กฎหมาย, เมษายน 2548
􀂃 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. รู้ทันร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ, กุมภาพันธ์ 2548