ลุ้นต่ออายุหรือปลดล็อกเอดีเหล็กแผ่นรีดร้อน

 ลุ้นต่ออายุหรือปลดล็อกเอดีเหล็กแผ่นรีดร้อน

กรมการค้าต่างประเทศ เตรียมทบทวน 16 ประเทศที่โดนมาตรการเอดีเหล็กแผ่นรีดร้อน เพื่อปลดล็อกกำแพงภาษีเอดีนำเข้าที่จะหมดอายุ ขณะที่ผู้ใช้เหล็กแผ่นรีดร้อนจี้"พาณิชย์"เลิกอุ้มขาใหญ่วงการเหล็ก ร้องถูกบีบทุกประตู
 
ขณะที่พาณิชย์ซ้ำใช้มาตรการเอดีปิดประตูนำเข้า ทำอุตสาหกรรมต่อเนื่องไม่เกิด กลุ่ม"เล้าเป้งง้วน"ร้องพาณิชย์เดินเอดีต่อชี้ยังมีนำเข้ามาดัมพ์ตลาดถูกกว่า 30%
 
ดร.วันชัย วราวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักปกป้องและตอบโต้ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้สำนักปกป้องฯ อยู่ในช่วงสำรวจและติดตามการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนและเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดไม่ม้วนจาก 16 ประเทศ ที่ก่อนหน้านี้ถูกดำเนินมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti Dumping)หรือเอดีเหล็ก โดยมีเพดานภาษีเอดีตั้งแต่ 0-128.11% ของราคาซีไอเอฟ ซึ่งแต่ละประเทศจะมีอัตราเปอร์เซ็นต์ไม่เท่ากัน มากน้อยขึ้นอยู่ที่ปริมาณการนำเข้ามาทุ่มตลาดของประเทศนั้นๆ(ดูตาราง) เพื่อทบทวนและดูว่าขณะนี้มีประเทศใดบ้างที่ไม่มีการเข้ามาทุ่มตลาดเหล็กดังกล่าวในประเทศไทยอีกแล้ว
 
ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการพิจารณายกเลิกมาตรการเอดี เนื่องจากวันที่23 พฤษภาคม 2557 จะมี 14 ประเทศประกอบด้วย ญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ รัสเซีย คาซัคสถาน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวเนซุเอลา อาร์เจนตินา ยูเครน แอลจีเรีย อินโดนีเซีย สโลวัก โรมาเนีย ถึงกำหนดพ้นระยะเวลาใช้มาตรการดังกล่าว รวมถึง จีนและมาเลเซียที่จะพ้นระยะเวลาใช้มาตรการดังกล่าวในวันที่ 11 สิงหาคม 2559 เป็นลำดับถัดไป โดยผลสำรวจนี้จะใช้ประกอบการตัดสินว่าควรยกเลิกหรือต่ออายุดำเนินมาตรการเอดีต่อไปอีกหรือไม่
 
- เลิกเอดีปลดล็อกโดยก.ม.ได้ 
อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนรายใดในประเทศเข้ามาร้องเรียนให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการต่ออายุใช้มาตรการเอดีต่อไปอีก และหากมีการร้องเรียนเข้ามาในขั้นตอนการไต่สวนก็จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเป็นหลัก โดยจะดูข้อมูลตามข้อเท็จจริง และต้องมีการตรวจสอบคู่ขนานไปด้วย ส่วนข้อร้องเรียนถึงผลกระทบของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากเหล็กแผ่นรีดร้อนนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถส่งข้อมูลเข้ามาเพื่อขอทบทวนได้ หากพบว่าไม่มีการเข้ามาดัมพ์ตลาดเหล็กแผ่นรีดร้อนจาก 16 ประเทศ ก็จะทำให้การพิจารณายกเลิกภาษีเอดีเหล็กชนิดดังกล่าวจะง่ายขึ้นเมื่อครบกำหนด เพราะมาตรการดังกล่าวสามารถปลดล็อกโดยกฎหมายได้ 
ต่อเรื่องนี้ในด้านของกลุ่มผู้ใช้เหล็กแผ่นรีดร้อน เช่น อุตสาหกรรมเครื่องจักร ท่อเหล็ก อู่ต่อเรือ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เหล็กดังกล่าว เป็นวัตถุดิบในการผลิต กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ลงมาดูปัญหา เพราะอุตสาหกรรมต่อเนื่องกำลังเผชิญปัญหาเดียวกันคือต้นทุนสูงขึ้น นับแต่ที่ดำเนินมาตรการเอดีมาอย่างต่อเนื่อง
 
- บีบต้องสั่งซื้อล็อตใหญ่
นายไสว ชัยชนะกล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวยืนยันว่า นับตั้งแต่ที่กลุ่มผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนรายใหญ่ในประเทศร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ดำเนินมาตรการเอดีกับ 16 ประเทศ ถูกระบุว่าเข้ามาทุ่มตลาดเหล็กดังกล่าวในประเทศไทยก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้ใช้เหล็กแผ่นรีดร้อนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจะต้องนำเข้ามาในต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อบวกภาษีเอดีแล้ว เปรียบเทียบกับราคาเหล็กก่อนปี 2546 อยู่ที่ 1หมื่นบาทต่อตัน พอมีการเก็บภาษีเอดีเหล็กราคาเหล็กสูงขึ้นมาแล้ว 3-4 หมื่นบาทต่อตัน แม้ว่าล่าสุดราคาเหล็กร่วงลงตามตลาดโลกมาอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาทต่อตันก็ยังสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
ขณะที่การใช้เหล็กในประเทศก็มีเงื่อนไขหลายประการที่ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถทำได้ เช่นจะต้องจ่ายเงินสดก่อน 20-30%ของมูลค่าคำสั่งซื้อเหล็ก จากเดิมซื้อขายด้วยเครดิต หรือผู้ผลิตเหล็กในประเทศกำหนดว่าถ้าจะซื้อเหล็กคุณภาพสูง จะต้องสั่งซื้อเป็นล็อตใหญ่ หรือไม่สามารถผลิตได้ตามสเปกที่ต้องการ
 
"จากปัญหาดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางการค้าไปแล้ว กับบางอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มเครื่องจักรกลและโลหะการ ที่ก่อนหน้านี้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ ต่อมาต้องกลายสภาพเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรมาขายในไทยแทน เพราะรัฐบาลไปอุ้มผู้ผลิตเหล็กในประเทศ โดยการตั้งกำแพงภาษีเอดีเหล็กนำเข้าไว้สูง ทั้งที่ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในประเทศส่วนใหญ่จะมีความเชี่ยวชาญจากการผลิตมาแล้วหลายปี จนมาถึงวันนี้ก็ควรจะยืนได้ด้วยตัวเองได้แล้วโดยที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ต้องไปอุ้มอีก"
นายไสวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ผู้นำเข้าเหล็กชนิดต่างๆจากต่างประเทศยังต้องหาช่องทางนำเข้ามาจากประเทศอื่นแทนด้วย เช่น การนำเข้ามาจากประเทศตุรกี เยอรมนี เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งต่อไป2 ประเทศนี้ อาจจะถูกสกัดการนำเข้าเป็นรายต่อไป หากเป็นเช่นนี้ เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังปิดกั้นการนำเข้า ไม่ว่าใครก็ตามที่ส่งเหล็กเข้ามาขายในประเทศไทยก็ถูกดำเนินมาตรการเอดีทั้งหมด ขณะที่ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่ยังได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล ยังคงขายเหล็กแพงกว่าการนำเข้า ทั้งที่นำเข้าจะต้องเสียค่าขนส่ง เสียภาษีอากรขาเข้า และเสียภาษีเอดีเหล็ก จึงอยากจะให้กระทรวงพาณิชย์ย้อนกลับไปดูความเหมาะสมในเรื่องนี้อีกครั้ง
"รัฐบาลต้องทบทวนว่าเมื่อชั่งน้ำหนักแล้วมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมากที่เสียหายกับการปกป้องผู้ผลิตเหล็กเพียงรายเดียว หรือเพียงไม่กี่ราย ว่าอะไรที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่ากัน"
 
- เพื่อนบ้านแซงหน้าอู่ต่อเรือ
สอดคล้องกับนายวิรัตน์ ชนะสิทธิ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และนายกสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเวลาที่กระทรวงพาณิชย์เรียกหารือผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในประเทศจะให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ในขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ไม่ใช่ผู้นำเข้าจึงไม่รู้เรื่องข้อมูล เพราะส่วนใหญ่จะซื้อเหล็กจากเอเยนต์ อยู่ๆจะให้เอเยนต์ไปทะเลาะกับผู้ผลิตเหล็กในประเทศก็ไม่ได้ เพราะเป็นคู่ค้ากันอยู่ เวลานี้ธุรกิจอู่ต่อเรือได้รับผลกระทบแล้ว และต้องรับสภาพต่อไป เพราะธุรกิจอู่ต่อเรือไม่เติบโตอีกแล้ว
"ธุรกิจอู่ต่อเรือและซ่อมเรือกำลังกลายเป็นบอนไซดำเนินธุรกิจด้วยความยากลำบากขึ้นทุกที เพราะผู้ผลิตเหล็กในประเทศก็ไม่ได้ผลิตเหล็กที่ธุรกิจอู่ต่อเรือใช้ประจำ พอจะนำเข้ามาก็เสียภาษีเอดีสูง และที่ยังอยู่ได้เพราะเป็นบอนไซพันธุ์พิเศษ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามมียอดผลิตเรือสูงกว่าไทย 60 เท่า มาเลเซีย 10 เท่าและอินโดนีเซียมียอดผลิตเรือสูงกว่าไทย 120 เท่า และที่เราชนะสปป.ลาวกับกัมพูชาได้เพราะ 2 ประเทศนี้ไม่มีทะเล"
 
- ร้องพาณิชย์ปิดประตูสกัดนำเข้า
ด้านนายสมบูรณ์ พิทยรังสฤษฎ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.เอ็ม. เอ็นไวรอนเมนท์ จำกัด ผู้ออกแบบสร้างระบบจัดการขยะครบวงจรและเครื่องจักรเพื่อสิ่งแวดล้อม ตั้งข้อสังเกตว่าเวลานี้เท่ากับว่าผู้ผลิตเหล็กทั่วโลกที่ส่งเหล็กเข้ามาขายในไทยกลายเป็นผู้เข้ามาทุ่มตลาด ทั้งที่มูลค่าตลาดเหล็กในประเทศไทยเทียบกับการเติบโตของจีดีพีของไทยเทียบกับของโลกอยู่ที่ 0.4% เท่านั้น แม้แต่ประชากรไทยก็ยังใช้เหล็กน้อยกว่าประชากรเฉลี่ย แบบนี้ใครจะมาสนใจเข้ามาดัมพ์ตลาดในประเทศไทย
"กระทรวงพาณิชย์กำลังทำให้ต้นทุนของประเทศแพงขึ้น เหล็กเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ ถ้าขยับตัว 5% จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันน้อยลง สินค้าจากไทยออกไปแพง คู่ค้าก็หันไปซื้อคนอื่น และปี 2558 เมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ก็จะแข่งขันไม่ได้"
นายวีระชัย เชาว์ชาญกิจ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่าถ้าประเทศไทยบอกว่าจะต้องมีโรงถลุงเหล็กก็ต้องซื้อของแพงในประเทศ ถ้าไม่มีโรงถลุงเหล็กแล้วหันไปนำเข้าก็ต้องไม่มีกำแพงภาษี ดังนั้นรัฐอย่าไปปิดประตูตีแมวโดยดำเนินมาตรการเอดี และในแง่ผู้ผลิตในประเทศ เมื่อรัฐบาลให้การส่งเสริมก็ไม่ควรให้กระทบกับผู้บริโภคมาก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็ควรลงมาดูว่าคนใช้เหล็ก และผู้บริโภคปลายทางซื้อของแพงขึ้นหรือไม่"
 
ดร.พิพัฒน์ ปรีดาวิภาตดร.พิพัฒน์ ปรีดาวิภาต- ผู้ผลิตเหล็กขออุ้มต่ออ้างยังมีดัมพ์ราคา
ขณะที่ดร.พิพัฒน์ ปรีดาวิภาต ประธานกรรมการบริหารในเครือ แอล พี เอ็น กรุ๊ป หรือกลุ่ม"เล้าเป้งง้วน"หนึ่งในผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มผู้ผลิตเหล็ก ยังไม่มีการร้องเรียนไปยังภาครัฐเพื่อคุ้มครองต่อ แต่ถ้าให้มองในแง่ผู้ผลิตเหล็ก ก็อยากจะให้รัฐบาลคุ้มครองต่อไป โดยใช้มาตรการเอดีเป็นเครื่องมือสกัดการนำเข้า เนื่องจากในช่วง 2-3เดือนที่ผ่านมายังมีผู้นำเข้าอาศัยช่องนำเข้ามาจากประเทศที่ไม่ได้ถูกดำเนินมาตรการเอดีด้วย เช่น ตุรกี เยอรมนี หรือประเทศอื่นๆ ที่เป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำและกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศตัวเอง ยอมนำเหล็กราคาถูกออกมาตีตลาดในประเทศสูงถึง 30% หรือมีราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนอยู่ที่ 2-2.1 หมื่นบาทต่อตัน จากที่ก่อนหน้านั้นราคาขายจะอยู่ที่2.3-2.5 หมื่นบาทต่อตัน เวลานี้ต้องปรับลดราคาลงมาเพื่อให้แข่งขันได้ ในขณะที่ผู้ผลิตแต่ละรายยังใช้กำลังผลิตได้เพียง 50-60% เท่านั้นโดยเฉพาะบริษัทเหล็กในเครือ แอล พี เอ็น กรุ๊ป ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนได้เพียง 1.5 แสนตันต่อปี จากที่มีกำลังผลิตเต็มเพดานที่3.6 แสนตันต่อปี 
alt ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนและเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดไม่ม้วน ประกอบด้วย บริษัท สหวิริยา สตีล อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอสไอ จากตระกูล "วิริยประไพกิจ" เป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนรายใหญ่ เมื่อเทียบกับบริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน)และ บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) จากตระกูล "ลีสวัสดิ์ตระกูล" ที่ปัจจุบันยังเผชิญปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและเดินการผลิตได้ไม่เต็มที่ และ บริษัท แอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด (มหาชน) จากตระกูล "ปรีดาวิภาต" รายเล็กสุดเมื่อเทียบกับ 3 กลุ่ม ขณะที่ความต้องการใช้เหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศอยู่ที่ราว 1 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมท่อเหล็ก การผลิตเครื่องจักร งานโครงสร้างพื้นฐานและอู่ต่อเรือ เป็นต้น