ลุยฝ่าวิกฤติพลังงานไทย เดินหน้าประหยัดลดนำเข้า

 ลุยฝ่าวิกฤติพลังงานไทย เดินหน้าประหยัดลดนำเข้า 

กระแส...แหล่งพลังงานในไทย กำลังจะหมดในอีกไม่นานนี้ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่การใช้พลังงานของไทยส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าเป็นจำนวนมาก จึงเกิดคำถามขึ้นมากมายกับปัญหาพลังงานไทย 
 
***จัดสัมมนาหาคำตอบ
 
“สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ” จึงเชิญบรรดากูรูด้านพลังงานมาให้คำตอบ ผ่านงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “วิกฤติความเสี่ยงพลังงานกับอนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” นำโดย “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม”  ปลัดกระทรวงพลังงาน บอกว่า วิกฤติพลังงานของไทย เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดและหาทางออก เพราะจากข้อมูลการใช้พลังงานปี 56 มีการใช้พลังงานเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี และในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี  จึงต้องหาแนวทางลดการนำเข้าให้มากที่สุด  รวมทั้งต้องส่งเสริมพลังงานในประเทศให้มากขึ้น ทั้งการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม การส่งเสริมพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างจิตสำนึกให้คนไทยทุกคนต้องรู้จักประหยัดพลังงาน
 
***เร่งชงแผนพีดีพี
 
ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับใหม่  ปี 58-78 หรือแผนพีดีพี 201 ที่เตรียมเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาในวันที่ 15 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นการปรับปรุงแผนและกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการใหม่จากเดิม 53-73 เป็นปี 58-78 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะเดียวกันเมื่อ กพช.เห็นชอบแล้วต้องใช้เวลาอีก 3 เดือน เพื่อจัดทำรายละเอียดให้ชัดเจน ในเรื่องของการกำหนดตัวเลขพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า แนวทางการรณรงค์เพื่อลดการใช้พลังงานในสัดส่วน 3% ให้ลดลงอีก และการนำแผนพลังงานทดแทนมาปรับใช้ในแผนพีดีพี
 
ขณะที่การปรับโครงสร้างราคาพลังงานนั้น ภายในเดือน ส.ค.นี้จะเร่งหารือและทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเรื่องนี้กระทรวงพลังงานได้หารือกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณีของราคาน้ำมันดีเซล ที่ตรึงราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาทที่ปัจจุบันไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคขนส่งเท่านั้น
 
ด้าน “คุรุจิต นาครทรรพ” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องการหาแหล่งพลังงาน ระบุว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมผลักดันการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งที่ 21 เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้ได้มากขึ้น และทำให้เกิดความชัดเจนในการแปลงสัมปทานของบริษัท เชฟรอน และปตท.สผ. ที่จะหมดอายุในปี 65 - 66 รวมทั้งเสนอให้รัฐเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ที่มีการประเมินว่ามีปริมาณปิโตรเลียมอยู่เป็นจำนวนมาก
 
***ย้ำต้องปรับโครงสร้าง
 
ขณะที่นักวิชาการ “พรายพล คุ้มทรัพย์” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า เตรียมเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างพลังงานต่อ คสช. ซึ่งการใช้นโยบายตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท จากการลดภาษีสรรพสามิตทำให้ไม่เกิดการประหยัดพลังงาน ขณะที่เบนซินและแก๊สโซฮอล์ มียอดการใช้ที่ต่ำ ดังนั้นจึงควรปรับขึ้นภาษีฯดีเซลเป็น 4 บาทต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 95 ปรับลดภาษีจาก 7 บาท เหลือ 4 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 จาก 6.30 บาทต่อลิตรเหลือ 3.60 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์อี 20 จาก 5.60 บาทต่อลิตรเหลือ 3.20 บาทต่อลิตร และอี 85 จาก 1.05 บาท เหลือ 0.60บาทต่อลิตรซึ่งจะทำให้ในภาพรวมราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินปรับราคาลดลงได้
 
***ปริมาณสำรองลด
 
หันมาที่มุมมองภาคเอกชน ที่มีส่วนสำคัญในการเสาะหาพลังงาน อย่าง “ไพโรจน์ กวียานันท์” ประธานกรรมการบริหาร เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต มองว่า วิกฤติพลังงานไทยมี 2 ประเด็น ที่สำคัญคือปริมาณสำรองปิโตรเลียมลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนราคาพลังงานเพิ่มขึ้น โดยการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่อ่าวไทยในแต่ละหลุมใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 8–10 ปี เนื่องจากโครงสร้างธรณีวิทยาของแหล่งอ่าวไทยเป็น
 
กระเปาะเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วไปไม่ใช่แหล่งขนาดใหญ่ จึงต้องใช้หลุมผลิตจำนวนมาก และต้นทุนต่อหลุมก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยังถือว่ามีความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับการนำเข้าแอลเอ็นจี
 
เช่นเดียวกับ “เจน นำชัยศิริ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ปัจจุบันไทย กำลังประสบปัญหาด้านพลังงานใน 4 เรื่อง คือ กรณีที่แหล่งก๊าซฯ ในอ่าวไทยหมด หรือโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นไม่ได้  หรือความหลงใหลกระแสพลังงานทดแทน และสุดท้ายคือ แพ้ภาวะโลกร้อน ดังนั้น คสช.ควรเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสพยายามทำความเข้าใจกับคนไทยชาติ ให้ความรู้เรื่องพลังงานที่ถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าไทยมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง หากปล่อยไว้ จะเป็นวิกฤติในระยะยาว
 
***ดันสร้างโรงไฟฟ้า
 
ส่วนความพร้อมด้านพลังงานไฟฟ้า “รัตนชัย นามวงศ์” รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือกฟผ. กล่าวว่า ปัญหาความมั่นคงพลังงานไฟฟ้า ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี แต่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ มีอุปสรรคมากขึ้น และต้องใช้ระยะเวลา ขณะที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานทดแทนได้ทั้งหมด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และลม ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง เพราะฉะนั้นต้องหาแนวทางสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
 
จากหลายมุมมองสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ด้านพลังงานของไทย ที่ ณ เวลานี้ ต้องเลิกบิดเบือนข้อมูลว่าไทยมีแหล่งพลังงานมหาศาล รวมทั้งเลิกบิดเบือนราคา จนทำให้ใช้พลังงานอย่างลืมตัว ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องหันหน้าร่วมมือประหยัดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง เพราะในอนาคตแหล่งพลังงานเป็นของหายาก ดังนั้นจึงหนีไม่พ้นที่ราคาพลังงานย่อมต้องแพงขึ้นตามปริมาณที่หาได้ยาก!.