หนุนตั้งฐานลงทุนต่างแดน บีโอไอชี้กลุ่มทุนไทยบะละฮึ่มพร้อมสยายปีก

 หนุนตั้งฐานลงทุนต่างแดน บีโอไอชี้กลุ่มทุนไทยบะละฮึ่มพร้อมสยายปีก

บีโอไอหนุนทุนไทยปักฐานลงทุนต่างประเทศ เล็งตั้งสำนักงานที่ปรึกษา หนุนไทยลงทุน 3 ประเทศ “พม่า-เวียดนาม-อินโดนีเซีย”
 
นางศิริพร นุรักษ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงแนวทางการส่งเสริมนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศว่า บีโอไอได้เร่งเดินหน้านโยบายส่งเสริมให้นักลงทุนไทยออกไปต่างประเทศ โดยที่ผ่านมามีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง แต่ลดลงเล็กน้อยในปี 2556 ที่มีมูลค่า 15,839.93 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2555 ที่มีมูลค่า 16,631.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากเกิดเหตุความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย ทำให้การดำเนินของภาคเอกชนบางส่วนชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าในปีนี้จะมียอดลงทุนต่างประเทศสูงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน ซึ่งหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ เป็นอันดับ 3 รองจากอันดับ 1 สิงคโปร์ อันดับ 2 มาเลเซีย อันดับ 3 ไทย และอันดับ 4 อินโดนีเซีย
 
ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของนักลงทุนไทยไปต่างประเทศ บีโอไอได้แต่งตั้งที่ปรึกษาการลงทุนไทยในต่างประเทศ โดยในระยะแรกได้นำร่อง 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยจะมีการตั้งสำนักงานในประเทศไทย และประเทศเป้าหมาย และในอนาคตจะตั้งให้ครบทุกประเทศในอาเซียน ซึ่งที่ปรึกษาการลงทุนนี้จะมีหน้าที่หลักในการให้ความช่วยเหลือนักธุรกิจไทยออกไปลงทุนตั้งธุรกิจในประเทศเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการลงทุนจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนความสำเร็จเพียง 20-25%
 
“แนวโน้มการลงทุนไทยในต่างประเทศ ในขณะนี้ธุรกิจไทยมีความเข้มแข็งทางการเงินมากขึ้น ทำให้สนใจเข้าไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่สนใจลงทุนในรูปแบบการซื้อกิจการมากขึ้น แม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็ทำให้ขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้ฐานลูกค้า แบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา และบุคลากร”
 
สำหรับวัตถุประสงค์ในการออกไปลงทุนในต่างประเทศมี 3 ด้าน ได้แก่ 1.แสวงหาวัตถุดิบที่ไทยขาดแคลน เช่น อุตสาหกรรมอัญมณี เหมืองแร่ ฟอกหนัง ประมง ป่าไม้ พลังงาน เหล็ก เป็นต้น 2.ขยายตลาดให้กับสินค้าหรือบริการในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร กิจการก่อสร้าง กิจการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์พลาสติก อาหารสัตว์ สำนักงานขายและศูนย์กระจายสินค้า และ 3.รักษาฐานตลาดหรือขยายตลาดสินค้าไทยในตลาดโลก เช่น อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เครื่องประดับ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ขณะที่ประเทศเป้าหมายของไทย อันดับ 1 คือ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม กัมพูชา และลาว อันดับ 2 จีน อินเดีย และอาเซียนอื่นๆ และอันดับ 3 ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และแอฟริกา
 
สำหรับการลงทุนของไทยไปจีน ปรากฏว่าประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนในประเทศจีนเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน โดยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่า 353 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปี 2555 ที่มีมูลค่า 576 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ธุรกิจที่เข้าไปลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อาหารสัตว์ การเพาะพันธุ์สัตว์ จักรยานยนต์ อะไหล่ยนต์ กระดาษ เคมีภัณฑ์ พลังงานไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น
 
ด้านนายเกา เหวินควน ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า จีนมีความพร้อมรองรับทัพนักลงทุนจากทั่วโลกที่จะเข้ามาลงทุนในจีน ล่าสุดได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ที่มณฑลเซี่ยงไฮ้ พื้นที่ 28 ตารางกิโลเมตร เพื่อเป็นเขตการค้าพิเศษปลอดภาษีอากร ล่าสุดมีนักลงทุนเข้ามาตั้งกิจการรวม 660 บริษัท โดยจำนวนนี้มี 400 บริษัทที่เป็นนักลงทุนต่างชาติ.