“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” เร่งเสริมแกร่งธุรกิจเอสเอ็มอีใช้ อี-คอมเมิร์ซลุยตลาดอาเซียน

 “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” เร่งเสริมแกร่งธุรกิจเอสเอ็มอีใช้ อี-คอมเมิร์ซลุยตลาดอาเซียน

นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน e-Commerce Day 2014 ว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจทุกประเภท โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ใช้อี-คอมเมิร์ซ เป็นช่องทางใหม่ในการขยายตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ หลังพบผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนใช้ช่องทางออนไลน์ เจาะกลุ่มตลาดลูกค้าและขยายธุรกิจทุกด้านเพิ่มมากขึ้น
 
ทั้งนี้ การสร้างความน่าเชื่อถือต่อธุรกิจ e-Commerce เป็นสิ่งจำเป็น โดยตามกฎหมายผู้ประกอบการทุกราย ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ DBD Registered และระบุว่าเป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพื่อยืนยันความมีตัวตนของธุรกิจ โดยกรมฯเพิ่มความน่าเชื่อถือ ด้วยการออกเครื่องหมาย DBD Verified แก่เว็บไซต์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพตามที่กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า
 
“กรมฯ รู้สึกเป็นห่วงผู้ประกอบการ SMEs ไทย ในการพัฒนาและหาช่องทางการค้าใหม่ๆ ในการขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า หลังพบผู้ประกอบการประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ใช้ช่องทางออนไลน์เจาะกลุ่มตลาดลูกค้าและขยายธุรกิจทุกด้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและหาช่องทางการค้าใหม่ๆ เพื่อรองรับตลาดผู้บริโภคที่จะมีขนาดใหญ่มากขึ้น หลังเปิดการค้าเสรีอาเซียนในปี 2558 หากไม่ทำจะเสียโอกาสทางการค้าในอนาคต”นางสาวผ่องพรรณ กล่าว
 
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประกอบธุรกิจ e-Commerce เพื่อเข้าสู่ตลาดอาเซียน เรื่องการภาษาที่ใช้สื่อสารในเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญ และพบว่ายังเป็นจุดอ่อนของผู้ประกอบการไทย ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว
 
ดังนั้นการปรับเว็บไซต์โดยใช้ภาษาอังกฤษให้มากขึ้น จะทำให้โอกาสทั้งลูกค้าเข้าถึงเว็บไซต์เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่ในอาเซียนแต่รวมถึงตลาดอื่นๆ นอกภูมิภาคด้วย
 
ปัจจุบันข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 2557 กรมฯ ได้ออกเครื่องหมาย DBD Registered แล้วจำนวน 10,869 ราย 12,479 เว็บไซต์ และออกเครื่องหมาย DBD Verified แล้วจำนวน 120 ราย 135 เว็บไซต์
 
ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เกี่ยวกับภาพรวมของธุรกิจออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย ในปี 2556 พบว่า ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีมูลค่ากว่า 740,000 ล้านบาท จำแนกตามประเภทธุรกิจ แบ่งเป็น B2B (ธุรกิจต่อธุรกิจ) 79.8 % B2C (ธุรกิจต่อลูกค้า) 19.3% และ B2G (ธุรกิจต่อรัฐ) 1%