ธปท.ชี้บาทอ่อนตามภูมิภาค รับขึ้นแอลพีจี-เอ็นจีวีกระทบเงินเฟ้อระยะสั้น

 ธปท.ชี้บาทอ่อนตามภูมิภาค รับขึ้นแอลพีจี-เอ็นจีวีกระทบเงินเฟ้อระยะสั้น

ธปท.ชี้บาทอ่อนตามสกุลเงินภูมิภาค จากเงินดอลล์แข็งค่า พร้อมจับตาใกล้ชิดไม่ให้ผันผวน เชื่อ ศก.จากนี้ไปจะโตเพิ่มขึ้น รับปรับขึ้นแอลพีจี-เอ็นจีวี กระทบเงินเฟ้อระยะสั้นเพียง 0.01% ยันสถาบันการเงินไทยยังแกร่ง ไร้ความเสี่ยง...
 
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงเงินบาทที่อ่อนค่าในขณะนี้ว่า ภาพรวมค่าเงินบาทยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งเป็นผลมาจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่า เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวที่ออกมาดี แม้ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม ส่งผลให้ตลาดคาดว่าการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกกว่าที่คาดการณ์หรือไม่
 
พร้อมย้ำว่า ค่าเงินบาทในปัจจุบันมีความผันผวนน้อยลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งธปท.ยังติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด และเหมาะสม โดยไม่มีการกำหนดว่าระดับค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับใด แต่จะดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนมากจนกระทบต่อการเตรียมแผนของภาคเศรษฐกิจ
 
ส่วนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ คงไม่สามารถให้ความเห็นคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้ เนื่องจากยังไม่เห็นความชัดเจนของนโยบายว่า จะเน้นสนับสนุนเศรษฐกิจด้านใดบ้าง โดย ธปท.จะติดตามความชัดเจนของนโยบายและการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้ถึงปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้น ส่วนการดำเนินนโยบายการเงิน อาจไม่ใช่ปัจจัยหลักในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มากนักเท่ากับนโยบายการคลังและการบริโภค
 
ขณะที่สัญญาณการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี ยอมรับอาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นเพียง 0.01% เท่านั้น จึงไม่น่าห่วงแต่อย่างใด
 
ด้านนายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า จากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 51 ทำให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การออกตราสารหนี้ที่ให้นับเป็นเงินกองทุนขั้น ที่ 2 หรือ เทียร์ 2 ของสถาบันการเงิน เพื่อช่วยรองรับความเสียหายในกรณีที่สถาบันการเงินมีปัญหา ซึ่งตราสารหนี้ที่มีการปรับปรุงรองใหม่นี้มี 2 ประเภท คือ ตราสารหนี้ด้อยสิทธิ์ที่สามารถแปลงหนี้เป็นทุน และตราสารหนี้ที่ช่วยลดยอดหนี้ได้ โดยที่ผ่านมาสถาบันการเงินในไทย มีการออกตราสารที่นับเป็นเงินกองทุน 620,000 ล้านบาท
 
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ สถาบันการเงินไทยไม่จำเป็นต้องออกทดแทนทั้งจำนวน เนื่องจากเงินกองทุนของสถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น 15.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราส่วนขั้นต่ำที่ ธปท.กำหนดให้อยู่ที่ 8.5% และที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทยและทหารไทยได้ออกและเสนอขายตราสารเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ Basel 3 ไปแล้วทั้งสิ้น 62,000 ล้านบาท ทั้งนี้การมี Basel 2 จะช่วยรองรับความเสียหาย ในภาวะที่สถาบันการเงินมีปัญหา เพราะจะสามารถช่วยลดภาระทางการเงินได้ดี.