กสอ.อุ้มเอสเอ็มอีลุยตลาดค้าชายแดน นำร่อง12จังหวัดสู่“เออีซี”

 กสอ.อุ้มเอสเอ็มอีลุยตลาดค้าชายแดน นำร่อง12จังหวัดสู่“เออีซี”

กสอ.ดันโครงการอุ้มเอสเอ็มอีลุยตลาดส่งออกตามแนวชายแดน 12 จังหวัด ตามนโยบาย คสช.เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ลดปัญหาแรงงานเถื่อน เพื่อพร้อมเข้าสู่เออีซี เพราะ 12 จังหวัดมีความโดดเด่นในทุกๆเรื่องที่จะเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกในอนาคต
 
นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า กสอ.ได้จัดทำโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภาคอุตสาหกรรม ในจังหวัดแนวชายแดน โดยการลงพื้นที่สำรวจศักยภาพของผู้ประกอบการ พร้อมให้คำแนะนำปรึกษา เพื่อรองรับการเปิดเขตเศรษฐกิจชายแดนพิเศษ ทั้ง 12 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด อาทิ จังหวัดตาก มุกดาหาร สงขลา กาญจนบุรี สระแก้ว ตราด หนองคาย นราธิวาส นครพนม เชียงราย ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และลดปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ด้วยการกระจายการค้าและการลงทุนไปยังเขตพื้นที่แนวชายแดน ที่ติดกับพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ที่มีมูลค่าการส่งออกรวมปีละ 300,000 ล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นปีละ 6%
 
นางอรรชกากล่าวว่า มูลค่าการค้าตามแนวชายแดน เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย ในการขยายธุรกิจการค้าและการลงทุนตามแนวชายแดน เช่น ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีดินแดนติดกับพม่า มีมูลค่าการค้าชายแดนในครึ่งปีแรกของปีนี้ 7,000 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่ไทยมีโอกาสทางการตลาดสูงในอนาคต ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเบ็ดเตล็ด อาทิ ของประดับตกแต่งภายใน ของใช้ต่างๆ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน จึงเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองสำหรับผู้ประกอบการพื้นที่ชายแดนภาคเหนือเป็นอย่างมาก กสอ. จึงได้ดำเนินโครงการที่หลากหลาย เพื่อการพัฒนาผู้ประกอบการ ให้สามารถใช้โอกาสในการขยายธุรกิจ และลงทุน เชื่อมโยงการค้าร่วมกับสมาชิกอาเซียนผ่านแนวชายแดน อาทิ โครงการกลยุทธ์การค้าชายแดน โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขัน ฯลฯ
 
สำหรับผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การแข่งขันทางการค้าในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ได้ที่ www.dip.go.th และในปีนี้รัฐบาลจะเริ่มนำร่อง การกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวชายแดน ในระยะแรกบนเขตเศรษฐกิจ 5 เขต คือ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา และจะดำเนินการอีก 5 พื้นที่ใน 7 เขตที่เหลือในปี 2559
 
“ในเขตพื้นที่ชายแดนทั้ง 12 แห่ง เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เนื่องจากมีฐานการผลิตที่โดดเด่น มีโอกาสที่ตลาดส่งออกจะขยายตัว มีความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน แรงงาน ไม่มีภัยพิบัติรุนแรง มีการคมนาคมที่สะดวก เหมาะแก่การเป็นฐานการผลิตของเอสเอ็มอี ทั้งนี้ มูลค่าการค้าชายแดนทุกด่านของประเทศไทยปีที่ผ่านมา แบ่งออกเป็นการส่งออก 298,126 ล้านบาท และนำเข้า 186,293 ล้านบาท โดยมาเลเซียมีมูลค่าการค้าชายแดนกับไทยสูงที่สุดรวม 140,922 ล้านบาท”
 
นางอรรชกากล่าวว่า กสอ.คาดว่าสินค้าเอสเอ็มอีของประเทศไทย ที่มีโอกาสส่งออกได้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า นับจากนี้ไป ในตลาดส่งออกตามแนวชายแดนนอกเหนือจากสินค้าเพื่อการบริโภค อาทิ ของประดับตกแต่งภายใน ของใช้ต่างๆ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน กาแฟ ครีมเทียม แยมรสผลไม้ ผงปรุงรสในการประกอบอาหาร เป็นต้น เพราะสินค้าไทยมีความหลากหลายในตัวผลิตภัณฑ์ มีคุณภาพในการผลิต มีดีไซน์ที่สวยงาม.