"ขุนคลัง" ขอโทษไทยถ่วงอาเซียน ลุ้นอานิสงส์นโยบายรัฐดันจีดีพีปีนี้โตแตะ 2%

 

"ขุนคลัง" ขอโทษไทยถ่วงอาเซียน ลุ้นอานิสงส์นโยบายรัฐดันจีดีพีปีนี้โตแตะ 2%

“สมหมาย” ลุ้นเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแตะ 2% จากผลของนโยบายรัฐบาล ชี้เดินทางไปสหรัฐฯนักลงทุนเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้น ลั่นหลังหารือ 3 บริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่โลก คาดไทยมีโอกาสปรับขึ้นเครดิตมาอยู่ระดับ A ในปี 58 ขณะที่แบงก์ชาติ เผยต่างชาติแห่สอบถามสถานการณ์เศรษฐกิจไทย หลังการเมืองคลี่คลาย

นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ ว่า การเดินทางไปครั้งนี้ รู้สึกไม่สบายใจที่รู้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยที่สุดในอาเซียน แม้เวิลด์แบงก์มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้เพียง 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะโตได้มากกว่า 1.5% โดยหากการส่งออกขยายตัวได้ดีในช่วงที่เหลือของปี รวมกับผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลน่าจะทำให้เติบโตได้ใกล้ระดับ 2% “ผมต้องขอโทษอาเซียน ที่ไทยเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจในปี 57 ของอาเซียนต่ำจากระดับที่ควรจะเป็น แม้แต่ลาวยังโตถึง 7% ผมรู้สึกอายที่เศรษฐกิจไทยโตได้ต่ำที่สุดในอาเซียน”

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะโตได้ต่ำ แต่ไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งอัตราการว่างงานต่ำ อัตราเงินเฟ้อต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน มุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสทางการคลัง การปฏิรูปภาษีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีส่วนร่วม รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ

ส่วนการเข้าพบสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลก 3 แห่งคือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และฟิตช์ เรตติ้งนั้น ทั้ง 3 แห่งได้จัดอันดับความน่าเชื่อของไทยไว้ที่ระดับเดียวคือ BBB+ หากไทยมีความเข้มแข็งในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ สามารถแก้ปัญหาการทุจริต มีความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น ก็มีความเป็นไปได้สูงที่สถาบันจัดอันดับทั้ง 3 แห่งจะปรับเครดิตไทยเพิ่มขึ้นเป็นระดับ A ในปี 58 โดยยืนยันว่าในรัฐบาลชุดนี้ เครดิตประเทศไทยไม่ถูกปรับลดแน่นอน และมีโอกาสที่จะปรับขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือ อัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาล หรือเอกชนไปกู้เงินจากต่างประเทศก็จะถูกลง

“ผมได้ขอบคุณสถาบันจัดอันดับเครดิต ที่มีความอดทน ไม่ลดเครดิตไทยปีที่แล้ว ซึ่งการพิจารณาเครดิตไทย พิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ ที่ของไทยยังดีอยู่ มีความมั่นคงด้านการเงิน และค่าเงินบาท แม้คนไทยจะทะเลาะกัน ถือมืด ถือดาบ แบ่งเป็น 2-3 สี แต่การเงิน และการคลังของไทยยังดี ทำให้เครดิตไทยไม่ถูกปรับลดลง”

ทั้งนี้ นักลงทุน และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเข้าใจประเทศไทยมากขึ้นว่าทำไมต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับไทย และนักลงทุนพอใจกับการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ที่ทำในแบบรูปแบบประชาธิปไตย แม้จะไม่ผ่านการเลือกตั้ง แต่มีการจัดตั้งรัฐบาล มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) “ผมบอกนักลงทุน และกลุ่มนักธุรกิจที่พบว่าถ้าไทยไม่ทำอย่างนี้ ก็จะดีขึ้นได้ยาก และนายกรัฐมนตรีดีๆ ที่มาในลักษณะนี้ทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็ได้พัฒนาประเทศมาก และผมก็หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จะไม่ต่างจาก 2 ท่าน”

ด้านนายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมสภาผู้ว่าการไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลกประจำปี 57 ผู้ว่าการ ธปท.ได้พบนักข่าวต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ประเด็นที่ต่างชาติสนใจมี 4 เรื่องคือ เรื่องแรก ความมั่นใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคดีขึ้นเพียงชั่วคราวหรือไม่ ซึ่งได้ชี้แจงว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่คลี่คลายลง น่าจะทำให้การบริโภคและการใช้จ่ายที่ชะลอลงก่อนหน้านี้ กลับเข้าสู่ปกติอีกครั้ง ภาคเอกชนจะได้อานิสงส์จากการกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพอีกครั้งในปี 58 นอกจากนี้ การเร่งปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ดูแลภาคเกษตรโดยไม่ใช้นโยบายอุดหนุนราคา จะช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ดีขึ้น

เรื่องที่ 2 ต่างชาติเป็นกังวลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ซึ่งได้ชี้แจงว่านักลงทุนต่างชาติยังสนใจลงทุนในไทย เพราะตัวเลขโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างประเทศสุทธิรวมตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก เรื่องที่ 3 ต่างชาติยังกังวลในการดูแลเศรษฐกิจปี 58 ซึ่งชี้แจงว่า นโยบายการเงินยังคงเป็นการช่วยดูแลเศรษฐกิจ และไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อที่น่าเป็นห่วง แต่ ธปท.จะติดตามทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ หากปรับขึ้นสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้น ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะการค้าระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนเรื่องที่ 4 คือ การดูแลเสถียรภาพเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ที่อาจผันผวนในปี 58 จากอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันในประเทศอุตสาหกรรมหลัก รวมทั้งความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งได้ชี้แจงว่า ไทยมีเงินสำรองทางการเพียงพอ และมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ซึ่งเป็นด่านแรกในการดูแลความผันผวนนี้ได้.