ไทย-เมียนมาร์ แต่งตัวรอ เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด

 ไทย-เมียนมาร์ แต่งตัวรอ เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด 

การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เป็น 1 ใน 5 ของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเมียนมาร์ และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 จะก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายใน อ.แม่สอด จ.ตาก และเพิ่มมูลค่าการค้าบริเวณชายแดน ที่มีพื้นที่ติดกับเมืองเมียวดี ชายแดนเมียนมาร์
 
ล่าสุดในการประชุมร่วมกันระหว่างหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าและอุตสาหกรรมประเทศเมียนมาร์ และหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียวดีได้ตกลงร่วมกันในการจัดตั้งคณะทำงานและจัดทำแผนแม่บทจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางต่างๆ ทำการค้าร่วมกัน โดยคาดหวังว่าจะทำให้การค้าชายแดนทั้ง 2 มีการขยายตัวมากขึ้น ตามเป้าหมายกำหนดให้แล้วเสร็จใน 6-9 เดือน เพื่อเสนอต่อรัฐบาลของแต่ละฝ่าย
 
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจนั้นกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทในการผลักดันให้เกิดขึ้น ที่ผ่านมาได้แต่งตั้งคณะทำงานกำกับการดำเนินโครงการจัดจ้างออกแบบ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดในคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจแม่สอด มีข้อสรุปเผยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำร่างโครงการดังกล่าวไปศึกษารายละเอียด เพื่อขอมติเห็นชอบ และดำเนินการให้เสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อให้ อ.แม่สอด เป็นประตูการค้าเชื่อมต่อไปยังพม่าได้เร็วที่สุด
 
จากแผนดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงหันมาร่วมมือกันผลักดันให้ อ.แม่สอด และใกล้เคียงมีความพร้อมมากที่สุด เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจดังกล่าว โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม อยู่ระหว่างการก่อสร้างเส้นทางเมียวดี-กอกาเลก (เมียนมาร์) ตรงข้าม อ.แม่สอด และขณะนี้กำลังรอทางรัฐบาลเลือกสถานที่ และกำลังรอก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 เพื่อช่วยลดปัญหาอุปสรรคการขนส่งสินค้าที่ใช้เวลาหลายวัน
ในอนาคตการขนส่งสินค้าจากแหลมฉบัง ไปยังเมืองย่างกุ้งจะใช้เวลาเพียง 3-5 วันเท่านั้น จากปกติต้องใช้เวลา 21 วัน และยังอาศัยช่องทางนี้ขนส่งสินค้าไปยังอินเดีย, บังกลาเทศ, ปากีสถาน และยุโรปได้ รวมถึงเชื่อมผ่าน จ.มุกดาหารไปประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชาได้อีกด้วย 
 
น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์เผยการค้าชายแดน เป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการทั้ง 2 ประเทศได้มีโอกาสค้าขายร่วมกัน โดยเน้นให้ประโยชน์จากการเปิดเออีซี โดยไทยจะต้องให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น
 
นอกจากนี้ รมว.พาณิชย์มอบหมายให้ กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการลดอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน โดยเฉพาะการค้าชายแดนไทย-เมียนมาร์ ให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
 
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า แม้เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตได้เพียง 1.5-1.7% เท่านั้น แต่การค้าชายแดนกลับเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเมียนมาร์ มีการค้าขายกับประเทศภายนอกทั้งหมด 630,000 ล้านบาท มีค้าขายกับไทย 230,000 ล้านบาท เฉพาะชายแดนในปีที่แล้วมีมูลค่า ถึง 43,000 ล้านบาท และด่านแม่สอดมีการค้าขายเติบโตถึง 30% โดยด่านแม่สอดยังมีปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน คือ ควรจะมีสะพานเชื่อมระหว่างประเทศแห่งที่ 2 เพื่อรองรับการค้าที่เพิ่มมากขึ้น และถนนฝั่งเมียวดียังไม่สะดวก 
คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมาร์ในปีนี้ จะมีมูลค่าเกิน 5 หมื่นล้านบาท มองว่าหากสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์แห่งที่ 2 ไม่แล้วเสร็จภายใน 2 ปี จะทำให้การค้าชะงักในบางช่วง เพราะการระบายสินค้าไม่คล่องตัว
 
 
 
"รัฐบาลมีความชัดเจนว่าจะผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2558 ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะทางเมียนมาร์ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เห็นได้จากการกำหนดให้มีจุดให้บริการจบในวันเดียวและเส้นทางส่งออกสินค้า โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" นายอิสระกล่าว
 
นางติน ติน เมียต ประธานหอการค้าเมียวดี ประเทศเมียนมาร์ กล่าวว่า รัฐบาลเมียนมาร์มีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการค้ากับไทยเห็นได้จากการผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นตามเป้าหมายหลังการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเออีซี แต่ยอมรับว่ายังมีปัญหาอุปสรรคในการค้าโดยเฉพาะเรื่องของการคมนาคมขนส่งซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อดำเนินการก่อสร้าง
 
ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีพร้อมจะให้นักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุน ซึ่งสามารถมาลงทุนได้ 100% หรือจะร่วมลงทุนก็ได้ โดยตามกฎหมายสามารถเช่าพื้นที่ได้นาน 70 ปี ซึ่งมีนักลงทุนไทย และญี่ปุ่นได้เข้ามาบ้างแล้ว เป็นอุตสาหกรรม เสื้อผ้า รองเท้า แปรรูปสินค้าเกษตร ทั้งนี้ หากไทยทำเขตเศรษฐกิจพิเศษที่แม่สอด คาดหวังว่าจะมีการลงทุนจากไทยมากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
 
นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานคณะกรรมการความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศ เพื่อนบ้าน กล่าวว่า ในอนาคตหากการเร่งสร้างสะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมาร์ แห่งที่ 2 และถนนเชื่อมตรงไปยังย่างกุ้งแล้วเสร็จ เชื่อว่าจะเป็นผลดี โดยเฉพาะในส่วนของค่าโลจิสติกส์ ที่จะทำให้ ลดค่าขนส่งไปได้กว่าครึ่ง จากปัจจุบันการขนส่งสินค้าจากด่านเมียวดีไปยังย่างกุ้งอยู่ที่กิโลเมตรละ 2 บาท ก็จะลดเหลือเพียงกิโลเมตรละ 1 บาทเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันรถบรรทุกสามารถขนส่งสินค้าได้ประมาณ 16-20 ตัน หากถนน 4 เลนเสร็จจะทำให้รถคอนเทนเนอร์ที่บรรทุกสินค้าได้มากกว่าวิ่งผ่านได้ 
 
ถ้าเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดเกิดขึ้นเมื่อไหร่การค้าชายแดนคึกคักกว่านี้แน่