ยันไม่กระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ถ้าคมนาคมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผน

 ยันไม่กระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ถ้าคมนาคมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผน

“หม่อมอุ๋ย” ยาหอมเศรษฐกิจไทยปีหน้าวิ่งฉลุย 5% ถ้าคมนาคมเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผน ไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นรอบ 2 ด้าน “เสี่ยปั้น” จี้รัฐบาลช่วยคนรากหญ้า หลังราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ขณะที่ “พล.อ.อ.ประจิน” โว! นานาชาติสนใจลงทุนรถไฟทางคู่ ลั่น 10 พ.ย.เห็นภาพชัดเจน
 
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยในงานสัมมนา “The AEC+3 Summit & Expo 2014” จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยว่า ปี 58 เศรษฐกิจไทยขยายตัวถึง 5% ถ้ากระทรวงคมนาคมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบขนส่งตามแผนที่วางไว้ เช่น โครงการรถไฟทางคู่ จากก่อนหน้านี้ประเมินผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 58 จะเติบโต 4% ขณะที่การส่งออกจะเป็นตัวเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจนอกเหนือจากการลงทุนและบริโภคในประเทศ
 
ส่วนปี 57 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1.6-1.9% เพราะในช่วงที่มีปัญหาการเมือง ไม่มีเม็ดเงินจากภาครัฐอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกชะลอตัว แต่เศรษฐกิจไทยยังเป็นบวกได้ จากการขับเคลื่อนของภาคเอกชนเป็นหลัก อย่างไร ก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 หรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยืนยันว่าไม่มี เพราะการช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท และงบประมาณที่เหลือค้างท่อจากปี 57 อีกประมาณ 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้างงาน ซ่อมแซมโรงเรียน และโรงพยาบาล จะเข้าสู่ระบบในเดือน ธ.ค.นี้ คาดว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเห็นผลเต็มที่ไตรมาส 1 ปี 58
 
นอกจากนี้ รัฐยังมีแนวทางส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนในต่างประเทศ และให้นักธุรกิจต่างประเทศมาลงทุนในไทย แก้กฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ส่วนความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่เห็นอะไรที่จะมากระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญการเลือกตั้ง มีกรอบเวลาที่ชัดเจน คาดจะเลือกตั้งได้ปลายปีหน้า “ยืนยันว่ารัฐไม่ใช้นโยบายประชานิยมด้านพลังงาน แต่ลดการอุดหนุนราคาพลังงานมากกว่า โดยปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นไปตามกลไกตลาด และเป็นธรรมมากที่สุด คาดจะทยอยลดการอุดหนุนราคาพลังงาน 1 ปี หลังจากรัฐบาล 3 ชุดที่ผ่านมาใช้นโยบายอุดหนุนพลังงานมาโดยตลอด ซึ่งการปฏิรูปพลังงานต้องทำ เพราะการใช้พลังงานของเราสูงถึง 18% ของจีดีพี ถ้าเทียบกับโลกมีสัดส่วนเพียง 10% ของจีดีพีเท่านั้น”
 
ด้านนายบัญฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยซึมมาแล้ว 1 ปี เพราะไม่มีการจัดการโดยภาครัฐ ไม่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มีแต่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยภาคเอกชน ดังนั้น อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ที่ 1.5-1.6% ถือเป็นเรื่องปกติ และปี 58 จะเติบโต 4% ภาครัฐต้องเร่งตัดสินใจการลงทุน ส่วนการส่งออกเป็นหน้าที่ของเอกชนที่ต้องแก้ปัญหา ขณะที่ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ คนระดับล่างของสังคมกำลังอดตาย รัฐบาลต้องช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเรียกโครงการอะไรก็ต้องทำ เพื่อให้คนระดับล่างอยู่รอด จากนั้นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการคมนาคม โครงการชลประทาน ต้องทำเพื่อให้คนระดับล่างช่วยเหลือตัวเองได้ สำหรับการที่ญี่ปุ่น และยุโรป ทำมาตรการคิวอี หากแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ จะเป็นผลดีต่อไทย เพราะเอกชนญี่ปุ่นและยุโรปเป็นคู่ค้าของไทย
ส่วน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่รางมาตรฐานขนาด 1.435 เมตรว่า นอกจากจีนและญี่ปุ่นสนใจจะดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว เกาหลีใต้ก็สนใจเช่นกัน ส่วนจะให้ประเทศใดดำเนินการต้องพิจารณารูปแบบการลงทุนให้ชัดเจนก่อน เพราะเบื้องต้นกำหนดหลายรูปแบบ ทั้งการให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ (พีพีพี), การลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐกับรัฐ (จีทูจี) เป็นต้น โดยหลังวันที่ 10 พ.ย.นี้ จะชัดเจนมากขึ้น “การก่อสร้างรถไฟทางคู่รางมาตรฐานระยะเร่งด่วนมี 3 ช่วง คือ 1.กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และนครราชสีมา-มาบตาพุด 2.กรุงเทพฯ-ระยอง และ 3.นครราชสีมา-หนองคาย แต่ยังไม่สรุปว่าจะให้ทั้ง 3 ประเทศแบ่งดำเนินการได้ในแต่ละช่วงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาในหลายด้านให้ชัดเจนก่อน”
 
สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งโดยรวมตามแผนยุทธศาสตร์นั้น เบื้องต้นมีงบสำรวจออกแบบและเวนคืนแล้ว ส่วนงบการก่อสร้างต้องดูว่าจะมีแนวทางให้ใครมาลงทุน เงื่อนไขอะไร เงินมาจากที่ไหนอย่างไร โดยในวันที่ 4 พ.ย.นี้ จะประชุมสรุปรายละเอียดของแผนปฏิบัติการ (แอ็กชั่นแพลน) ที่ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ จากนั้นจะสรุปแผนได้ชัดเจนในกลางเดือน พ.ย.นี้ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
 
พล.อ.อ.ประจินกล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ย. กระทรวงฯได้หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 เพื่อปรับปรุงให้ทันสมัย โดยประเด็นที่พิจารณามี 2 เรื่อง คือ แยกการบังคับใช้ออกมาก่อน กับการบังคับใช้ทั้งฉบับ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษา โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคและปฏิบัติจากกองทัพอากาศ มหา-วิทยาลัยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ร่วมเป็นคณะทำงาน พร้อมป้อนข้อมูลให้คณะกรรมการกฤษฎีกาและกรมการบินพลเรือนด้วย คาดว่าการแก้ไขปรับปรุงจะแล้วเสร็จภายในปี 58.