ผลสำรวจซีอีโอเอเปกมั่นใจธุรกิจสดใส ไทยติดอันดับตลาดน่าลงทุน!

 ผลสำรวจซีอีโอเอเปกมั่นใจธุรกิจสดใส ไทยติดอันดับตลาดน่าลงทุน!

ไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์ฯเผยซีอีโอเอเปก มั่นใจรายได้และธุรกิจสดใสในอีก 12 เดือนข้างหน้า ชี้ไทยติดอันดับ 8 ตลาดน่าลงทุน ระบุเอกชนยังขาดความพร้อมดำเนินธุรกิจในยุคดิจิตอล วอนภาครัฐเร่งหารือข้อตกลงการค้าเสรี เพื่อลดข้อจำกัดและอุปสรรคกีดกันการค้า ดูดเงินลงทุนสู่ภูมิภาค
 
นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วนไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ผลสำรวจซีอีโอในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ประจำปี 57 ซึ่งเก็บข้อมูลจากซีอีโอและผู้นำในอุตสาหกรรมชั้นนำ 635 ราย ใน 39 ประเทศ รวมถึงสมาชิกกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเปก พบว่าซีอีโอส่วนใหญ่ แสดงความมั่นใจอย่างมากต่อการเติบโตของรายได้ทางธุรกิจของตนในระยะ 12 เดือนข้างหน้า พร้อมชี้ว่าการขยายตัวของชุมชนเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เกิดการขยายตัวของอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการใหม่ๆในระบบเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดโอกาสทางการค้า-การลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค
 
“แม้เอเปกต้องเผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก แต่ความมั่นใจในการทำธุรกิจในภูมิภาคนี้ยังแข็งแกร่ง เห็นได้จากสัญญาณการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น การพัฒนากำลังคน รวมถึงการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ สัญญาณบวกที่เห็นได้ชัดคือ มีซีอีโอถึง 67% ที่มีแผนขยายการลงทุนเพิ่มใน 3-5 ปีข้างหน้า สะท้อนว่าเอเปกยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจโลก”
 
นายศิระกล่าวต่อว่า ผลสำรวจยังระบุว่า ไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในตลาดที่น่าลงทุน 10 อันดับแรกของภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับเดียวกับมาเลเซียและตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น ที่อันดับ 8 โดยประเทศที่นักลงทุนสนใจขยายการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ อันดับ 1 จีน ตามด้วย 2 สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
 
“แม้ไทยจะมีปัญหาการเมืองเข้ามากระทบ แต่ปัจจัยพื้นฐานและบรรยากาศการลงทุนในภาพรวมยังดีอยู่ สิ่งที่น่าห่วงคือ การพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งปีนี้จะเห็นว่า อินโดฯ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มีอันดับนำหน้าเราหมด”
 
ด้านนายเดนนิส แนลลี่ ประธาน บริษัท PricewaterhouseCoopers International Ltd. กล่าวว่า ผู้บริหารในกลุ่มเอเปกเล็งเห็นความจำเป็น ต้องเร่งแก้อุปสรรคต่อการเติบโตทางธุรกิจ ขณะที่ต้องการหาบทสรุปข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก และความชัดเจนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมให้เกิดความเสมอภาคในการออกกฎระเบียบทางการค้าระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกด้วย
 
แต่ประเด็นที่เป็นความท้าทายคือ การขาดความพร้อมในการนำเอาเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตมวลรวมของประเทศ (Digital Economy) แม้การทำธุรกิจออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์มีอัตราสูงขึ้น แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยังเพิ่งเริ่มต้นของการนำกลยุทธ์ออนไลน์มาใช้ โดยมีผู้บริหารเพียง 12% ที่เชื่อมั่นว่าธุรกิจของตนสร้างกำไรหรือได้รับผลตอบแทนจากการนำโซเชียลเน็ตเวิร์กมาใช้ขยายธุรกิจ “ซีอีโอจำนวนมากต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาค ส่งผลให้แต่ละประเทศต้องเร่งวางระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อการค้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ และผู้บริหารส่วนใหญ่มีแผนจะลงทุนในโครงการศูนย์ข้อมูล ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้า รวมถึงร้านค้าปลีกในภูมิภาค คาดว่าเม็ดเงินลงทุนในเอเชีย-แปซิฟิกจะสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่จะขยายกิจการออกไปยังตลาดต่างประเทศ.