“อาคม” พร้อมลุยโครงการยักษ์ ลุ้นประเทศไทยหลุดพ้นยากจน

     นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคมและเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เชื่อมโยงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย” ในงานสัมมนา “Looking Forward อนาคตไทยปี 58” ว่า หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยมีการขยายตัวสูงเพียง 2 ปี คือปี 2546 และปี 2553 เกิดจากการที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่การลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนภาครัฐจะทำให้เศรษฐกิจหมุนได้หลายรอบ แต่การอัดฉีดเงินไปเข้ากระเป๋าประชาชนจะหมุนได้รอบเดียว ขณะที่การลงทุนภาครัฐที่เป็นเมกะโปรเจกต์จริงๆ และทำให้จีดีพีขยายตัวสูงคือ โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเกิดก่อนปี 2540 มีทั้งการลงทุนสร้างถนน 4 เลน รถไฟ ท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด

“การลงทุนภาครัฐจะเหนี่ยวนำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้การขยายตัวของจีดีพีของไทยยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย และรายได้ต่อหัวของไทยตามหลังรายได้ต่อหัวของมาเลเซียอยู่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งหากไทยต้องการจะหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง จากรายได้ 6,000 เหรียญสหรัฐฯต่อคนต่อปี มาเป็น 12,000 เหรียญสหรัฐฯต่อคนต่อปีในปี 2570 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจของประเทศไทยต้องเติบโตปีละ 5% ซึ่งอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยคือ คุณภาพของบุคลากร และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ”

ทั้งนี้ หากจะให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางจะต้องพัฒนาปัจจัยอื่นๆช่วยคือ ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษี ขยายฐานภาษี การทำโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และการสร้างรายได้ของประเทศ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานมีอยู่ 5 เรื่อง ที่ไทยต้องพัฒนาดังนี้ 1.พัฒนาโครงข่ายรถ ไฟระหว่างเมือง ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟในไทยทั้งประเทศ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจึงต้องมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.การพัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3.การเพิ่มขีดความสามารถของทางหลวงเพื่อเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน 4.การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางน้ำ และ 5. การเพิ่มขีดความสามารถให้คมนาคมทางอากาศ ซึ่งจะใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา.