อัดฉีดเศรษฐกิจเต็มพิกัด “คลัง” จัดหนักของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

 อัดฉีดเศรษฐกิจเต็มพิกัด “คลัง” จัดหนักของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

กระทรวงการคลังเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่แบบจัดหนักให้เป็นของขวัญปีใหม่ 2558 แก่ประชาชน เน้นลดต้นทุนเอสเอ็มอี เช่น ผ่อนผันเกณฑ์การจัดเก็บภาษีเอสเอ็มอี และไม่กระตุ้นการบริโภคของประชาชน จนเป็นการก่อหนี้ครัวเรือน
 
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า อีกไม่เกิน 3 สัปดาห์ นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2558 ให้แก่คนไทยและผู้ประกอบการภาคเอกชนทั่วประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวจะออกเป็นแพ็กเกจใหม่ ที่มุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจและลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งมาตรการชุดนี้จะไม่เป็นการกระตุ้นที่นำไปสู่การก่อหนี้ภาคครัวเรือนเหมือนกับโครงการรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรกของรัฐบาลชุดที่แล้ว
 
สำหรับมาตรการทางด้านการคลัง ประกอบด้วย 1.ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีรายได้น้อยกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปัจจุบันกรมสรรพากรยกเว้นภาษีรายได้สุทธิตั้งแต่ 0 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท รายได้สุทธิเกินกว่า 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษีอัตรา 15% ส่วนที่มีรายได้สุทธิเกินกว่า 1 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 20% เท่ากับบริษัทนิติบุคคลรายใหญ่ กระทรวงการคลังจึงขยายเพดานจากไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 3 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 15% ส่วนรายได้สุทธิที่เกินกว่า 3 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 20% ซึ่งในส่วนนี้ กรมสรรพากรจะสูญเสียรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท
 
2.การจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนหรือ Venture Capital วงเงิน 50,000 ล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่
ชัดเจน 3.การจัดตั้งกองทุนเพื่อเอสเอ็มอี โดยจะมีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่แท้จริงจากปัจจุบันที่มีตัวเลขอยู่ประมาณ 2.7 ล้านราย แต่มีการค้นพบเพียง 1 ล้านราย ที่เหลืออีก 1.7 ล้านรายยังหาย ซึ่งการลงทะเบียนในครั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอไม่ให้มีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเพื่อให้การลงทะเบียนเป็นไปด้วยความสมัครใจ และหลังจากรัฐบาลจะใส่มาตรการช่วยเหลือให้ถึงมือเอสเอ็มอีอย่างถูกฝาถูกตัว
 
4.การจัดตั้งบริษัทสินเชื่อขนาดย่อม หรือนาโนไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% ต่อปี เพื่อลดปัญหาการกู้เงินนอกระบบของประชาชนที่เสียอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อเดือนหรือประมาณ 60% ต่อปี 5.การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งปัจจุบันกฎหมายมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากหากนำ กอช.เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานประกันสังคม ทางสำนักงานประกันสังคมของบประมาณสนับสนุน 1,000-1,500 ล้านบาท กระทรวงการคลังจึงมีความคิดที่จะจัดตั้ง กอช.ขึ้นเป็นหน่วยงานใหม่
 
6.การส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ของภูมิภาค (International Trading Headquarter) โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับเงินได้จากการบริหารเงิน ประกันภัย การค้าและโลจิสติกส์ที่มีฐานรายได้ในต่างประเทศ การให้สิทธิพิเศษด้านการทำงาน หรือ VISA 
work permits ระยะยาว สำหรับผู้ที่เข้ามาทำงานในไทยรวมถึงครอบครัว เป็นต้น และ 7. Negative Income Tax หรือที่เรียกว่า เป็นนโยบาย “เงินโอน แก้จน คนขยัน” โดยกระทรวงการคลังจะไม่มีการขึ้นทะเบียนคนจนที่มีงานทำรายได้ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 80,000 บาทต่อปี แต่คนเหล่านี้จะต้องเดินเข้ามาติดต่อหน่วยงานที่กระทรวงการคลังจะกำหนดขึ้นในภายหลัง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนัก งานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เชิญธนาคารเฉพาะกิจในสังกัดของกระทรวงการคลัง เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มาหารือถึงมาตรการสนับสนุนจากธนาคารเฉพาะกิจที่จะนำเข้าไปบรรจุเป็นหนึ่งในหลายๆมาตรการของกระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว
 
โดยธนาคารเหล่านี้ ขอเวลาอีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อเสนอสรุปความช่วยเหลือที่สามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งหนึ่งในนั้นกระทรวงการคลังคาดหวังว่า ธนาคารออมสินจะเสนอลดอัตราดอกเบี้ยโครงการธนาคารประชาชน ซึ่งปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน ลดลงเหลือ 0.50% ต่อเดือน.