สหภาพยุโรปกำหนดระดับการจำกัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO๒) จากรถบรรทุกขนาดเล็ก (light commercial vehicle) ใหม่

      สหภาพยุโรปกำหนดระดับการจำกัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO๒) จากรถบรรทุกขนาดเล็ก

 (light commercial vehicle) ใหม่ 

    สหภาพยุโรปกำหนดระดับการจำกัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO๒) จากรถบรรทุกขนาดเล็ก (light commercial vehicle) รุ่นใหม่ที่จะออกวางจำหน่ายภายในตลาดสหภาพฯ โดยต้องลดลงจาก ๒๐๓ กรัม/กม. เป็น ๑๔๗ กรัม/กม. ภายในปี ๒๐๒๐ (พ.ศ. ๒๕๖๓) เป้าหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าระดับการปล่อยก๊าซฯ ถูกจำกัดและลดลงถึง ๑๙% หากเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซฯทั่วไปของรถบรรทุกขนาดเล็กในปี ๒๐๑๒
 
รถบรรทุกขนาดเล็ก (light commercial vehicle) ในที่นี้กล่าวคือ ต้องมีน้ำหนักไม่เกิน ๒.๖๑ ตัน         (ไม่บรรทุกของ) และ ๓.๕ ตัน (บรรทุกของ) ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบอย่างไม่เป็นทางการจากรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกแล้ว แต่ได้เรียกร้องให้มีวิธีการทดสอบการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น ดังนั้น ผู้ผลิตจึงต้องผลิตยานพาหนะรุ่นที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำให้เพียงพอที่จะชดเชยพาหนะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเพื่อให้โดยภาพรวมสามารถเป็นไปตามเป้าหมายคือ ๑๔๗ กรัม/กม. ภายในปี ๒๐๒๐
 
มาตรการจะเริ่มตั้งแต่ปี ๒๐๑๔-๒๐๑๗ โดยกำหนดระดับการจำกัดการปล่อยก๊าซฯ ของรถบรรทุกขนาดเล็กเหลือ ๑๗๕ กรัม/กม. ในปี ๒๐๑๔ และ ๑๔๗ กรัม/กม. ภายในปี ๒๐๒๐ นอกจากนั้นโรงงานผู้ผลิตยังต้องทำการจดทะเบียนรถใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายนี้ถึง ๗๐% ของรถบรรทุกขนาดเล็กในแต่ละโรงงาน โดยกำหนดให้เพิ่มขึ้นทุกปี (๗๕% ในปี ๒๐๑๕ ๘๐% ในปี ๒๐๑๖ และ ๑๐๐% ในปี ๒๐๑๗) ซึ่งในปี ๒๐๒๐ นั้นรถบรรทุกขนาดเล็กทุกคันจะต้องได้รับการจดทะเบียนและไม่มีการเลื่อนเวลาออกไปอีก
 
อย่างไรก็ดี ได้เกิดมาตรการจูงใจขึ้นเรียกว่า “super credits”เพื่อผู้ผลิตรถบรรทุกขนาดเล็ก ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์กับผู้ผลิตที่สามารถผลิตพาหนะที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า ๕๐ กรัม/กม. โดยกำหนดระยะเวลาในปี ๒๐๑๔ และ ปี ๒๐๑๕ รถบรรทุกขนาดเล็กที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า ๕๐ กรัม/กม.จะได้นับเพิ่มเป็น ๓.๕ เท่าของพาหนะทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถลดค่าเฉลี่ยการปล่อยก๊าซจากพาหนะรุ่นใหม่รุ่นอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ระบบ super credits จะหมดอายุลงในปี ๒๐๑๘ และไม่มีการต่ออายุอีก
 
กฎหมายใหม่นี้จะใช้เฉพาะกับผู้ผลิตรถบรรทุกขนาดเล็กใหม่มากกว่า ๑,๐๐๐ คันในแต่ละปี  (ต้องเป็นรถใหม่ที่จดทะเบียนครั้งแรกในสหภาพฯ) และครอบคลุมถึงผู้นำเข้าที่จดทะเบียนรถใหม่ในสหภาพฯ ด้วย (ระเบียบ ๕๑๐/๒๐๑๑) อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ส่งออกไทยที่ต้องการจะจดทะเบียนรถประเภทดังกล่าวจำนวนระหว่าง ๑,๐๐๐ – ๒๒,๐๐๐ คันในสหภาพฯ ในอนาคต สามารถติดต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปและอาจได้รับการผ่อนปรนจากเป้าหมายการจำกัดการปล่อยก๊าซของสหภาพฯ สำหรับเรื่องดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศได้รับแจ้งเพิ่มเติมจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์
 
 
ในการให้ข้อสังเกตว่า สินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์เป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับที่ ๓ ที่ไทยส่งออกมายังตลาดสหภาพฯ โดยใน ๑๑ เดือนแรกของปี ๒๕๕๖ ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวมายังสหภาพฯ  ถึง ๙๒๗.๑ ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี ๒๕๕๕ ร้อยละ ๔.๓๘ โดยประเภทรถยนต์ที่มีศักยภาพที่สุดคือ รถยนต์บรรทุกปิคอัพ ซึ่งปัจจุบันเป็นประเภทที่มีการผลิต จำหน่ายและส่งออกมากที่สุดของไทย คือกว่าร้อยละ ๖๐ ของการผลิตและจำหน่ายทั้งหมด นอกจากนี้ สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าหนึ่งในเป้าหมายการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป การที่สหภาพเพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดระดับการปล่อยก๊าซของรถบรรทุกขนาดเล็ก ย่อมส่งผลถึงการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพของเครื่องยนต์ ผู้ผลิตไทยจึงต้องศึกษาเพื่อปรับปรุงการผลิตให้รองรับกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อรักษาตลาดและความสามารถในการแข่งขันต่อไป ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://ec.europa.eu/clima/policies/transport/vehicles/cars/index_enhtm