ลงทุน'เมียนมาร์'โอกาสธุรกิจเตือนรอบคอบความเสี่ยงยังสูง

 ลงทุน'เมียนมาร์'โอกาสธุรกิจเตือนรอบคอบความเสี่ยงยังสูง

 
               การก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 จะช่วยให้นักธุรกิจไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในการขยายตลาดจากในประเทศเข้าสู่ตลาดระดับภูมิภาค ซึ่งตลาดเมียนมาร์ ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพอีกตลาดหนึ่ง ธนาคารไทยพาณิชย์จัดสัมมนา “เปิดโลก AEC เจาะลึกเมียนมาร์แบบ 360?” เพื่อเตรียมความพร้อมมุ่งสู่ตลาดเศรษฐกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงแห่งอาเซียนอย่างแข็งแกร่ง
 
               นายดำรง ใคร่ครวญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า โอกาสธุรกิจที่มีศักยภาพในเมียนมาร์สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มสำคัญคือ 1.ธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งไทยมีศักยภาพในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง 2.ธุรกิจที่ต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำ ซึ่งการผลิตในเมียนมาร์จะทำให้สินค้าไทยสามารถได้สิทธิพิเศษทางภาษีที่เมียนมาร์ยังได้รับจากประเทศที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ และ 3.ธุรกิจด้านการผลิต โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงมากในตลาดนี้
 
               "การเข้าไปทำธุรกิจผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด เพราะเมียนมาร์ยังมีอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนอีกมาก ได้แก่ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และราคาที่ดินในเมียนมาร์มีมูลค่าสูงมาก ซึ่งการหาคู่ค้าทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญ จึงควรเริ่มต้นจากการสอบถามหน่วยงานของไทยในพม่า หรือการติดต่อนักธุรกิจไทยที่เคยไปทำธุรกิจที่นั่นจะดีกว่าการไปขอข้อมูลจากฝ่ายพม่า" นายดำรง กล่าว
 
               นายวิน ออง ประธานสหภาพสมาพันธ์หอการค้าเมียนมาร์ กล่าวว่า การเข้าไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์มีธุรกิจที่น่าสนใจอยู่หลายธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจในด้านอาหาร ธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร และธุรกิจด้านบริการ เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่แนะนำในการทำธุรกิจคือ ผู้ประกอบการไทยควรจะหาพันธมิตรท้องถิ่น ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจมาร่วมลงทุนด้วย และหากเข้าไปลงทุนเร็วการแข่งขันก็จะน้อย อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจในเมียนมาร์ยังมีอุปสรรคหลายประการ เช่น ระบบสาธารณูปโภค และปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน
 
               นางศิริพร นุรักษ์ ผู้อำนวยการระดับสูง กองส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า บีโอไอทำการศึกษากลุ่มประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุน โดยพบว่ากลุ่มซีแอลเอ็มวี  ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย อยู่ในกลุ่มที่ยุ่งยากในการลงทุนมากที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาสทางธุรกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ
 
               สำหรับศักยภาพและโอกาสในการลงทุนเมียนมาร์นั้น เหมาะสมที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เนื่องจากมีวัตถุดิบอุดมสมบูรณ์ ต้นทุนแรงงานต่ำ และมีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการก่อสร้าง และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมบริการและพัฒนาฝึกอบรมเอชอาร์ เพราะมีแรงงานจำนวนมากที่ต้องเร่งพัฒนาทักษะ และกิจการการเงินและการธนาคาร
 
               ด้านนายมานพ เสงียมบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การทำธุรกิจในเมียนมาร์ต้องทำอย่างเข้าใจและรอบคอบอย่าเร่งรีบ เพราะยังมีความเสี่ยงในการทำธุรกิจอีกมาก จากการประเมินของไทยพาณิชย์พบว่าธุรกิจเร่งด่วนเป็นที่ต้องการในตลาดเมียนมาร์ คือ สิ่งทอ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่อยู่อาศัย จานดาวเทียม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจสำหรับสินค้าพื้นฐานและไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินหรือเงินลงทุนจำนวนมาก
 
               ขณะที่นายวิชัย เข็มทองคำ กรรมการผู้จัดการบริษัทโอเรียลทัล ยูนิค จำกัด และที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า การลงทุนในเมียนมาร์ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ต้นทุนการประกอบธุรกิจในพม่าค่อนข้างสูงทั้งในเรื่องที่ดิน และต้นทุนการขนส่งอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าไปลงทุนควรคำนวนโอกาสการเติบโตและต้นทุนต่างๆ ให้ดี
 
               “การเข้าไปในพม่าต้องไปอย่างมืออาชีพ ไม่เช่นนั้นแข่งขันไม่ได้ คนที่อยู่ได้คือคนที่เป็นมืออาชีพ ส่วนเส้นสายเป็นเรื่องรอง ขนาดกิจการก็ไม่ใช่ประเด็น ธุรกิจเล็กก็ไปก่อนได้ เพราะตลาดพม่ามีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับประเทศไทยแค่ขนาดเล็กกว่ามาก ผู้ที่จะเข้าไปต้องเข้าใจตลาดว่าไม่ใช่ประชากร 60 ล้านคนที่มีกำลังซื้อ ดังนั้น ต้องทบทวนให้ดี" นายวิชัยกล่าว