ปั้น'อ้อย'เป็นมากกว่า'น้ำตาล' เกษตรไทยฯต่อธุรกิจปูทางเพิ่มรายได้ชาวไร่

  

ปั้น'อ้อย'เป็นมากกว่า'น้ำตาล' เกษตรไทยฯต่อธุรกิจปูทางเพิ่มรายได้ชาวไร่  
 
               "อ้อย" เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยอีกชนิดหนึ่งนอกเหนือจากข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา โดยประเทศไทยส่งออก "น้ำตาลทราย" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากอ้อยเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล โดยปีการผลิต 2556/57 บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำตาลบริโภคในประเทศอยู่ที่ 2.5 ล้านตัน ส่วนน้ำตาลส่งออกจะมีปริมาณ 8.0-8.5 ล้านตัน
 
               อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย ยังมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับกลุ่ม KTIS ที่มองทิศทางของธุรกิจไปสู่ความหมายที่มากกว่าน้ำตาล หรือ More Than Sugar
 
จากพืช "อาหาร" สู่ "พลังงาน"
 
               "ประพันธ์ ศิริวิริยะกุล" กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS กล่าวถึงทิศทางของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย ว่าจะไปในทิศทางที่มากกว่าธุรกิจผลิตน้ำตาลทราย โดย "อ้อย" เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความมั่นคงที่สุดในพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ จากระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล โดยอ้อยที่ขายไป ชาวไร่อ้อยจะได้ส่วนแบ่งในอัตรา 70% และโรงงานน้ำตาล 30%
 
               ระบบนี้เองที่ทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีเสถียรภาพ ไม่มีการขาดแคลน เป็นระบบที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในการส่งออกได้ เพราะเป็นแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยปลูกอ้อยมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น รวมทั้งจูงใจให้ฝ่ายโรงงานมุ่งในการลดต้นทุนการผลิตลง ดังนั้น หากราคาอ้อยหรือราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดลง ไทยก็ยังสามารถอยู่ได้ ต่างจากโรงงานน้ำตาลในบราซิลที่เมื่อราคาน้ำตาลทรายโลกลดลงมาเหลือ 14 เซนต่อออนซ์ ก็พบว่าปิดตัวไปหลายแห่ง แต่ในไทยเมื่อต้นทุนที่ถูกก็ยังสามารถอยู่ได้ เช่นเดียวกับชาวไร่อ้อย และยังได้รับอานิสงส์จากการขึ้นราคาน้ำตาลทราย 5 บาทต่อกิโลกรัมไปก่อนหน้า เมื่อราคาในตลาดลดลงไปก็ยังสามารถอยู่ได้เช่นกัน
 
               รวมทั้งระบบนี้เองที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องควักเงินเข้ามาสนับสนุนเหมือนกับสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนอาจยังเข้าใจผิด เพราะในอุตฯอ้อยและน้ำตาล รัฐบาลเพียงแต่ช่วยค้ำประกันเงินกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เท่านั้นเอง แต่เมื่อถึงเวลาเปิดหีบอ้อยทางกองทุนอ้อยและน้ำตาลก็จะจำใช้เงินจากส่วนกลางไปคืน ธ.ก.ส. ซึ่งถือว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้เงินงบประมาณมาช่วยแต่อย่างใด
 
               นอกจากนี้ การที่ "อ้อย" เป็นมากกว่าน้ำตาลที่จัดอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะยังเป็นพลังงานได้ด้วย จึงเห็นทิศทางการเติบโตที่ดี และนโยบายของภาครัฐที่ต้องการลดพื้นที่ปลูกข้าวนาดอนลง จึงยังเป็นโอกาสที่ดีที่เกษตรกรจะหันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นด้วย
 
               "ทิศทางการพัฒนาอุตฯ อ้อยและน้ำตาลจะเป็นไปในรูปแบบที่ครบวงจรมากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอ้อย นอกจากจะได้น้ำตาลทรายแล้ว ยังสามารถนำวัตถุดิบจากผลพลอยได้ หรือบายโปรดักส์ ไปทำอย่างอื่นได้หมด เช่น โมลาส หรือ กากน้ำตาล สามารถนำไปผลิตเอทานอลได้ และกากอ้อย ก็ยังนำไปใช้ในโรงงานไฟฟ้าชีวมวล คือใช้ทุกอย่างจนไม่เหลือ นับเป็นการเพิ่มมูลค่าของบายโปรดักส์ ทำให้มองว่าในอนาคตต่อไปจะไม่ใช่การขายน้ำตาลทรายธรรมดาๆ แล้ว แต่จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น อุตสาหกรรมนี้จึงยังมีความน่าสนใจและสามารถพัฒนาไปได้อีกมาก ส่วนน้ำตาลเอง ก็ยังสามารถพัฒนาไปในเชิงสารเคมีได้อีกด้วย"
 
               ขณะเดียวกัน โรงงานน้ำตาลยังมีภาระในการดูแลชาวไร่อ้อยในการพัฒนาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น โดยให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 10-11 ตันต่อไร่ และเชื่อว่ายังสามารถทำได้สูงกว่านี้เพราะในบางพื้นที่มีผลผลิตสูงถึง 15-25 ตันต่อไร่ ส่วนราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกนั้น เห็นว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ราคา 14 เซนต่อออนซ์ไปแล้ว และมองว่าจากนี้ไปน่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้น และล่าสุดที่ราคาอยู่ที่ 17-18 เซนต่อออนซ์
 
กางแผนผังลุยธุรกิจครบวงจร
 
               สำหรับ บมจ.เกษตรไทยฯ อยู่ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมาเมื่อ 50 ปีก่อน จากกำลังการผลิต 500 ตันอ้อยต่อวัน มาจนปัจจุบันมีโรงงานน้ำตาลรวม 3 แห่ง กำลังการผลิตรวม 8.8 หมื่นตันอ้อยต่อวัน ประกอบไปด้วย 1.โรงงานน้ำตาลเกษตรไทย มีกำลังการผลิต 5.5 หมื่นตันอ้อยต่อวัน ซึ่งถือเป็นโรงงานที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลก 2.โรงงานน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ กำลังการผลิต 1.8 หมื่นตันอ้อยต่อวัน และ 3.โรงงานน้ำตาลรวมผล กำลังการผลิต 1.5 หมื่นตันอ้อยต่อวัน โดยนับเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 3 ของประเทศ
 
               นอกจากนี้ ยังมีโรงงานผลิตเยื่อกระดาษจากชานอ้อย คือบริษัท เอ็นไวรอนเม็นท์ พัลพ์ แอนด์ เปเปอร์ จำกัด กำลังการผลิตปีละ 1 แสนตัน ซึ่งช่วยลดการตัดต้นไม้ได้ปีละ 32 ล้านต้น ผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษจากโรงงานสามารถนำไปทำกระดาษ กระดาษทิชชู รวมทั้งยังสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเสริมได้อีกด้วย ส่วนโรงงานผลิตเอทานอล มีกำลังการผลิต 2.3 แสนลิตรต่อวัน ซึ่งโรงงานทั้ง 2 แห่งที่ว่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกับโรงงานน้ำตาลเกษตรไทยฯ ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการขนส่งวัตถุดิบผลพลอยได้ (บายโปรดักส์) เหล่านี้เข้าโรงงานได้ ส่วนน้ำเสียจากการผลิตเอทานอลยังนำไปทำเป็นไบโอแกส ที่ใช้ทดแทนถ่านหินในโรงงานเอทานอลอีก
 
               รวมทั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอีก 1 แห่ง และโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยอีก 3 แห่ง โดยได้เปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าแห่งแรกไปแล้วเมื่อปลายปี 2556 คือ โรงไฟฟ้าชีวมวล เกษตรไทยไบโอเพาเวอร์ กำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์ และอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก 2 แห่งอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ และอุตรดิตถ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปีนี้
 
               "ทั้ง 9 โรงงานของกลุ่ม KTIS ถือเป็นธุรกิจที่เอื้อกันได้ค่อนข้างมาก โดยธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจ เพราะในอนาคต ไฟฟ้าในเมืองไทยอาจจะไม่เพียงพอ เราจึงแมทช์กับธุรกิจนี้ได้ดี และโรงไฟฟ้าที่เพิ่งเปิดดำเนินการไปเมื่อปลายปีก่อนก็สามารถทำกำไรให้กับบริษัทได้ดี และปีนี้ก็จะมีรายได้เข้ามาเต็มปี แต่ที่สำคัญที่สุดคือโรงงานน้ำตาล ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่เราค่อนข้างให้ความสำคัญมาก และเราค่อนข้างมีความมั่นคงทางวัตถุดิบ เพราะเราดูแลชาวไร่อ้อยดีที่สุด จากสโลแกนที่ว่า หากชาวไร่อ้อยมีความมั่งคั่ง กลุ่ม KTIS มั่นคง โดยได้มีการตั้งโรงเรียนเกษตรกรให้ความรู้การพัฒนาการปลูกอ้อยให้แก่เกษตรกร มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้" ประพันธ์ กล่าวและว่า
 
               ล่าสุด เมื่อบริษัทกระจายหุ้นโดยขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ก็ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้ามาร่วมถือหุ้น ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทโรงงานน้ำตาลด้วย ซึ่งพบว่ามีเกษตรกรที่เข้ามาถือหุ้นในบริษัทเกือบ 2,000 ราย จากเกษตรกรที่เป็นคู่สัญญากับกลุ่ม KTIS ปัจจุบันมีกว่า 1.7 หมื่นราย จาก จ.นครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังถือเป็นความภาคภูมิใจของคนใน จ.นครสวรรค์อีกด้วย เพราะเป็นหุ้นภูมิภาคตัวแรกของจังหวัด
 
               ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีความแข็งแกร่งจากการผลิตและพัฒนาเครื่องจักรของตนเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในธุรกิจได้แล้ว ยังสนับสนุนให้คนของบริษัทเองได้มีความรู้ในด้านนี้เพิ่มเติมด้วย
 
เป้าหมายต่อยอดเป็น "มากกว่าน้ำตาล"
 
               สำหรับทิศทางของกลุ่ม KTIS ในอนาคตนั้น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เกษตรไทยฯ กล่าวว่าจะพยายามเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์จากบายโปรดักส์มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีรายได้เติบโตดี ทำให้มองว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคต และรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เข้ามาในปีนี้เต็มปี ก็จะทำให้สัดส่วนรายได้ในกลุ่มที่มากกว่าน้ำตาลจะเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้มีสัดส่วน 20% เพิ่มเป็น 30% และสัดส่วนรายได้จากธุรกิจน้ำตาลเดิมจะลดลงจาก 80% เหลือ 70% ทั้งในอนาคตจะพยายามผลักดันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่มากกว่าน้ำตาลเพิ่มขึ้นเป็น 40% อีกด้วย
 
               นอกจากนี้ จากการที่กลุ่มมีพันธมิตรจากญี่ปุ่นเข้ามาร่วมถือหุ้นในบริษัท คือ ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น บริษัทเทรดดิ้งชั้นนำระดับโลก และนิสชิน ชูการ์ ผู้ผลิตน้ำตาลรีไฟน์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มซูมิโตโมฯ ด้วยนั้น ก็จะดึงความแข็งแกร่งในแต่ละด้านของทั้ง 3 บริษัทมาใช้ร่วมกัน
 
               "ทางซูมิโตโมฯ และนิสชิน เข้ามาถือหุ้นในบริษัทระยะยาว ไม่ใช่แบบฉาบฉวย โดยซูมิโตโมฯ มีสาขา 170-180 แห่งใน 80 ประเทศทั่วโลก ถือว่ามีความแข็งแกร่งในด้านตลาด จะทำให้บริษัทสามารถขยายตลาดไปยังที่อื่นๆ ทั้งในตลาดอาเซียนและทั่วโลก ส่วนนิสชินฯ มีความเก่งในเรื่องของโนฮาวน์ที่จะนำเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลของกลุ่ม KTIS ให้มีความหลากหลายขึ้น ขณะที่กลุ่มเราเองมีความแข็งแกร่งในส่วนของวัตถุดิบ ที่จะนำความแกร่งของทั้ง 3 ส่วนมาใช้ร่วมกัน โดยเขายังมองว่า น้ำตาล ไม่ใช่แค่สินค้าคอมมูนิตี้เท่านั้น แต่ยังมีมูลค่าในด้านอื่นได้อีกด้วย เช่นการนำไปทำเคมีอื่นๆ" ประพันธ์กล่าวและว่า ความร่วมมือต่างๆ กับพันธมิตรญี่ปุ่นของเราก็จะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า
 
               เขากล่าวอีกด้วยว่า ประเทศไทยค่อนข้างมีความได้เปรียบตรงที่เราเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล และอยู่ในพื้นที่ที่คนบริโภคน้ำตาลสูง ทำให้การขนส่งไม่ไกลนัก ต้นทุนจึงถูกกว่า รวมทั้งการที่ต้นทุนการผลิตในประเทศลดลง ผลผลิตสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ดี นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีการต่อยอดธุรกิจให้เป็นมากกว่าน้ำตาล จากแนวทางการส่งเสริมการผลิตเอทานอลของรัฐบาลในปัจจุบันก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว เพราะถือเป็นน้ำมันบนดินที่ไม่มีวันหมดไป
 
               อีกทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายที่จะลดพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม ก็จะยังมาช่วยเสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้อีก ดังนั้นพื้นที่ปลูกอ้อยจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้นทางกลุ่ม KTIS เองจึงจะเน้นนำโนฮาวน์เข้าไปพัฒนาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้แก่เกษตรกรในกลุ่มให้สูงขึ้นไปกว่านี้อีก ซึ่งถือว่าชาวไร่อ้อยตอบสนองแนวทางของบริษัทนี้เป็นอย่างดีทีเดียว
 
 
ชาวไร่เกาะติดมติเพิ่มเงินค่าอ้อย
 
               ที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เมื่อปลายเดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา ได้มีมติให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) พิจารณาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยด้วยการกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ประมาณ 16,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายเพิ่มค่าอ้อยให้แก่ชาวไร่ในอัตราตันละ 160 บาท ประมาณ 100 ล้านตันอ้อย และให้นำเงินจากการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 5 บาทที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ไปชำระหนี้ ธ.ก.ส. ต่อไป
 
               อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวว่า มติดังกล่าวยังต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และต้องนำเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาด้วย ซึ่งคาดว่าจะยังคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ทำให้ยังเป็นประเด็นที่กลุ่มเกษตรกรติดตามสถานการณ์เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะกลุ่มชาวไร่อ้อยเองเป็นผู้เรียกร้องและต้องการให้มีการเพิ่มเงินค่าอ้อยมาต่อเนื่อง
 
               โดยก่อนหน้านี้ นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน กล่าวว่า เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติราคาอ้อยขั้นต้นไว้ที่ราคาตันละ 900 บาท ที่ค่าความหวาน 10 ซีซีเอส ซึ่งขณะนี้ค่าความหวานอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 12.55 ซีซีเอส ซึ่งค่าความหวานเพิ่มขึ้นทุกๆ 1 ซีซีเอส ชาวไร่อ้อยจะได้รับเงินค่าอ้อยเพิ่มขึ้น 54 บาท การที่ความหวานเพิ่มขึ้นมา 2.55 ซีซีเอส จึงได้รับราคาอ้อยเพิ่มขึ้นเป็นตันละ 1,037 บาท เมื่อรวมกับเงินเพิ่มค่าอ้อยอีกตันละ 160 บาท ทำให้ชาวไร่อ้อยได้รับเงินค่าอ้อยรวม 1,197 บาท ขณะที่ต้นทุนจริงอยู่ที่ 1,129.92 บาท ชาวไร่อ้อยจึงมีกำไรเพียงตันละ 67.08 บาทเท่านั้น
 
               "ชาวไร่อ้อยจำนวนมากตัดสินใจจะติดตามขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ของ กอน. อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการจริงตามที่กำหนด ชาวไร่อ้อยจะรวมตัวกว่า 6 หมื่นคน เพื่อทำการเคลื่อนขบวนรถบรรทุกไปปิดเบริเวณหน้ากระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อกดดันต่อไป" นายธีระชัยกล่าว
 
               ขณะที่สถานการณ์ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น ล่าสุดทาง 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เผยถึงผลผลิตอ้อยโดยคาดว่าปี 2556/57 ว่าจะมีผลผลิตประมาณ 103-104 ล้านตันอ้อย โดยล่าสุด ณ วันที่ 9 เมษายน ผลผลิตอยู่ที่ 102.07 ล้านตัน สามารถผลิตเป็นน้ำตาลทรายได้มากกว่า 11.13 ล้านตัน หรือคิดเป็น 111.34 ล้านกระสอบ นอกจากนี้ ยังมีค่าความหวานจากอ้อยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเฉลี่ยค่าความหวานอยู่ที่ 10 ซีซีเอส แต่ปีนี้เพิ่มเป็น 12.5 ซีซีเอส ทำให้ตัวเลขการส่งออกน้ำตาลทรายในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้น