ค่อยเป็นค่อยไปให้ภายในแกร่ง

 ค่อยเป็นค่อยไปให้ภายในแกร่ง :

               คงจะพูดว่าเป็นเพราะรัฐบาลรักษาการชุดที่แล้วไม่มีเครดิต ทำให้ธนาคารต่างๆ ไม่กล้าปล่อยกู้ให้ แม้ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องนำไปจ่ายให้แก่ชาวนาทั่วประเทศที่เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ผูกคอตายไปแล้วก็หลายราย
 
               รัฐบาลรักษาการในขณะนั้นทำได้เพียงนั่งทำตาปริบๆ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการมีเครดิต หรือไม่มีเครดิต แต่มันเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ที่หากไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินใดก็ตาม จะเป็นผลผูกพันไปยังรัฐบาลหน้า ซึ่งกฎหมายได้ห้ามเอาไว้
 
               เมื่อมีการยึดอำนาจการปกครอง และงดการบังคับใช้รัฐธรรมนูญบางหมวด ข้อจำกัดในเรื่องการกู้เงินจึงหมดไป ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงได้นำสภาพคล่องที่มีอยู่แล้ว มาจ่ายให้แก่ชาวนาที่ถือใบประทวนจนแทบเปื่อยคามือ มาเข้าคิวเบิกเงินกันได้
 
               ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวนาทั่วประเทศที่เฝ้ารอ "เงินของตัวเอง" จะพากันดีอกดีใจที่ได้เงิน เพราะก่อนหน้านี้ แทบจะสิ้นหวังไปแล้ว
 
               ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวนาทั้งหลายพากันขอบอกขอบใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และในฐานะ หัวหน้าศูนย์รักษาความสงบแห่งชาติ
 
               เบื้องต้นรัฐบาลเป็นหนี้ชาวนาอยู่ 9 หมื่นล้านบาท ธ.ก.ส.พร้อมเบิกจ่ายให้ได้วันละประมาณ 3 พันล้านบาท คาดว่าต้นเดือนมิถุนายน ชาวนาคนสุดท้ายที่รัฐบาลติดค้างอยู่ จะได้รับเงินค่าจำนำข้าว
 
               นอกเหนือจากเรื่องเร่งด่วนอย่างเงินค่าจำนำข้าวของชาวนาแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี
 
               การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยให้ขึ้น แล้วส่งผลกระทบอย่างมากมายมหาศาล หรือจะทำตามที่ฝ่ายข้าราชการเสนอให้ชะลอออกไปก่อน
 
               นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้องของชาวบ้านจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน และการอนุมัติ หรือชะลอ หรือสั่งให้ดำเนินการเพิ่มเติม จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเข้ามารับผิดชอบ
 
               การขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะทำให้สายตาต่างชาติที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยมาโดยตลอด บางประเทศถึงขั้นประกาศไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยที่กองทัพเข้ายึดอำนาจการบริหารประเทศจากพลเรือน เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าจะทำให้ภาพสะท้อนเปลี่ยนแปลงไป
 
               ปัญหาก็คือ ทุกครั้งที่มีรัฐบาลใหม่ภายหลังการยึดอำนาจ ก็มักจะทำให้การต่อรองของรัฐบาลใหม่กับต่างชาตินั้น อ่อนแอกว่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าปัจจัย และสิ่งแวดล้อมต่างๆ นั้นไม่น่าจะทำให้รัฐบาลใหม่ต้อง "ยินยอม" ต่อเงื่อนไขการเจรจาที่อาจจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ
 
               แต่ข้อมูลบางอย่างที่สืบค้นจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การยินยอมเช่นนั้นมาจากแรงจูงใจ หรือหลักการ หรือเหตุผลอะไร
 
               อย่างเช่นกรณีรัฐบาลภายหลัง "พฤษภาทมิฬ" มีการเซ็นสัญญากับ องค์การการค้าโลก เกี่ยวกับเรื่องสิทธิบัตรยา
 
               อาจมีการมองว่า ประเทศไทยอาจได้ประโยชน์จากการเซ็นสัญญาในครั้งนั้น แต่องค์กรเอกชนที่เกาะติดในเรื่องสิทธิบัตรยา มองว่า สัญญาที่ว่านั้นทำให้ราคายาภายในประเทศพุ่งสูงมากขึ้น และอุตสาหกรรมยาในประเทศก็ลดประสิทธิภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย
 
               รัฐบาลภายหลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 ก็มีคำถามด้วยเช่นกันว่า การไปลงนามกับประเทศญี่ปุ่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งเป็นเรื่องต่อเนื่องมาจากการเจรจาระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านั้น
 
               ผลจากการเซ็นสัญญาประการหนึ่งก็คือ สินค้าบางอย่างเข้าประเทศไทย โดยฝ่ายองค์กรเอกชนเรียกว่า "ขยะพิษ" ขณะที่ ทางการไทยยืนยันว่า ไม่มีการอนุญาตให้ญี่ปุ่นส่งขยะพิษเข้าประเทศ
 
               สำหรับขยะพิษนั้น องค์กรเอกชนเฝ้าติดตามท่าทีของญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องว่าจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะบีบให้ประเทศที่ยากจนกว่า รับภาระขยะพิษจากประเทศตนไปดำเนินการ อันเป็นการกระทำที่ขัดกับอนุสัญญาบาเซิล ที่กำหนดให้ทุกประเทศต้องรับผิดชอบกับการจัดการขยะพิษภายในประเทศ
 
               แต่ถึงแม้จะมีข้อโต้แย้งว่า กฎหมายไทยมีเกราะป้องกัน "ขยะพิษ" จากญี่ปุ่นถึง 3 ชั้น โดยเฉพาะ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แต่ก็มีการยอมรับว่า “ของเสีย” บางประเภทจากญี่ปุ่น อาทิ เครื่องยนต์เก่า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว อาจเป็นประโยชน์แก่ภาคธุรกิจที่นำไปใช้ต่อได้อีก
 
               ถ้าหากว่าการเร่งจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้แก่ชาวนา เร่งตัดสินใจดำเนินการเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณ และอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลใหม่กำลังดำเนินการนั้น เป็นการสร้างความแข็งแกร่ง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศ ก็ไม่จำเป็นที่รัฐบาลใหม่จะต้องไปป่าวร้องให้ต่างชาติมาเจรจาความเมืองในจังหวะที่ "ความแข็งแกร่ง" เพิ่งจะก่อขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง