เรียนรู้ “ความแตกต่างที่ได้เปรียบ”กับมืออาชีพ

 เรียนรู้ “ความแตกต่างที่ได้เปรียบ”กับมืออาชีพ

“ความแตกต่างที่ได้เปรียบ” เป็น จุดเด่นที่ผู้ปกครองยุคใหม่กำลังมองหา และนี่คือรูปแบบการบ่มเพาะนักศึกษานิเทศศาสตร์แห่งเดียวในประเทศ ที่นี่ ที่เดียว PIM ONLY
ในยุคที่การสื่อสารเวิลด์ไวด์แบบไร้ขอบเขต การส่งลูกหลานไปหาความรู้ในสถาบันไหน “ความแตกต่างที่ได้เปรียบ” เป็น จุดเด่นที่ผู้ปกครองยุคใหม่กำลังมองหา
 
สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (Panyapiwat Institute of Management หรือ PIM) เป็นสถาบันน้องใหม่ที่เสนอทางเลือกไม่เหมือนใคร ด้วยแนวคิดที่เน้นการสร้างนักศึกษาพันธุ์ใหม่ ฝึกงานแบบมืออาชีพและทำงานได้จริงในทันที
 
จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 7 ปีที่แล้วของการเปิดสถาบันฯ มาจากแนวคิดต้องการพัฒนาทางด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่องให้กับบุคลากรที่ทำงานในร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น   มาสู่การสร้างคนคุณภาพพร้อมทำงานจริงในหลากหลายสาขาตามโจทย์ที่ได้รับจากสถานประกอบการ มาถึงปีนี้คณะที่ค่อนข้างโดดเด่นและกำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ คือ คณะนิเทศศาสตร์ เพราะที่นี่สร้างนักนิเทศศาสตร์ “พันธุ์ใหม่” ที่พร้อมทำงานได้จริง
 
คณะนิเทศศาสตร์สร้างโครงสร้างหลักสูตรมาจากการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ความต้องการของวิชาชีพในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องว่าต้องการบุคลากรที่มีคุณลักษณะอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง แล้วมาสร้างเป็นหลักสูตรนิเทศศาสตร์ที่ตอบโจทย์ทำงานได้จริง โดยใช้ความแตกต่างคือระบบการเรียนการสอนแบบเฉพาะปัญญาภิวัฒน์คือ Work-based Education หรือ การเรียนไป ฝึกปฏิบัติไป พัฒนาและแก้ไขจนกว่าจะสมบูรณ์แบบที่สุดตามศักยภาพของผู้เรียน การฝึกงานถึง 21 หน่วยกิต ซึ่งจะฝึกตั้งแต่ปี 2 ถึงปี 4 ทุกๆ 3 เดือน สลับกับการเรียนในห้องเรียน ทำให้สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีกับปฏิบัติได้อย่างลงตัว ในขณะเดียวกันด้วยความช่วยเหลือดูแลอย่างใกล้ชิดของครู ความทุ่มเทใส่ใจของพี่เลี้ยงในวิชาชีพ ทำให้นักศึกษาได้ทำงาน ค้นหาตนเอง ประเมิน และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ประสบการณ์ทำงานมาแล้วในสถานประกอบการณ์ที่หลากหลายถึง 20 เดือนเต็ม ตลอดช่วงระยะเวลาที่เรียนหนังสือ ซึ่งที่ผ่านมานักศึกษาหลายคนทำงานกับมืออาชีพ มีผลงานตีพิมพ์ออกสื่อได้จริงตั้งแต่ปี 2 เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานให้กับนักศึกษาที่เรียนจบอีกด้วย เพราะเขาก็พร้อมเต็มที่สู่การเป็นนักนิเทศศาสตร์ที่ครบเครื่องทั้งความรู้ ความคิด ทักษะในการทำงาน และที่สำคัญทักษะชีวิต
 
ดร.สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล คณบดีคณะ นิเทศศาสตร์ กล่าวว่าคณะนิเทศศาสตร์เป็นคณะน้องใหม่ เพิ่งเปิดได้เป็นปีที่ 3 ยังไม่มีนักศึกษาจบ โดยเปิดสอน 3 สาขาวิชาเอก คือ สาขาวิชาการสื่อสารองค์กร สาขาวิชาการสื่อสารแบรนด์ สาขาวิชาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจ้นท์  มีความแตกต่างของแต่ละหลักสูตรอย่างชัดเจน เช่น
 
สาขาวิชาการสื่อสารองค์กร นักศึกษาที่เรียนสาขาวิชานี้ เมื่อจบไปจะมีความเชี่ยวชาญในการทำงานสื่อสาร และการประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร การสร้างภาพลักษณ์ และการสื่อสารเพื่อแก้ไขภาวะวิกฤตให้กับองค์กร โดยนักศึกษาสามารถเลือกเชี่ยวชาญเฉพาะด้านธุรกิจค้าปลีกด้านกีฬาและบันเทิงหรืออุตสาหกรรมการต้อนรับและบริการ 
 
สาขาวิชาการสื่อสารแบรนด์ นักศึกษาจะเน้นการศึกษาเกี่ยวกับแบรนด์ การสร้างและการธำรงรักษาแบรนด์ เรียนรู้ว่า สินค้ามีคุณค่าอย่างไรวางแผนการตลาดอย่างไร จะต้องนำเสนอแบบไหน จัดงานอีเว้นท์อย่างไร เพื่อให้สร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกับสินค้าตัวนั้นๆ  โดยเน้นกรณีศึกษาจากแบรนด์ Luxury เพื่อนำมาประยุกต์ภายใต้แนวคิด From Local to Global Brand
 
สาขาวิชาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจ้นท์ นักศึกษาจบไปเป็นนักข่าวแบบหลากทักษะ (Multi-skilled) ที่มีความหลากหลาย ทำงานได้ครบทุกสื่อ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ และบอร์ดแคสติ้ง เพราะคำว่าคอนเวอร์เจ้นท์ คือ การประสานสื่อเข้าด้วยกัน ดังนั้น คนๆ หนึ่งต้องทำได้ ทุกอย่าง นอกจากนั้นนักศึกษาจะได้ทักษะเฉพาะในอีก 2 หมวดคือ ผู้ประกอบการวารสารศาสตร์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะออกไปทำงานอาชีพอิสระของนักวารสารศาสตร์ จะดูเรื่องแผนธุรกิจ และวิเคราะห์ ทางด้านผู้บริโภค และสร้างสรรค์เนื้อหาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและต้องเป็นประโยชน์ต่อสังคม ส่วนอีกหมวดวิชา คือ ด้านวารสารศาสตร์ระหว่างประเทศ เน้นการรายงานข่าวในภูมิภาค อย่างอาเซียน นักศึกษาที่เรียนจะต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นด้วย
 
ทั้งนี้การฝึกปฏิบัติงานในแต่ละสาขาก็จะมีความแตกต่างกันไป ตามเป้าหมายตัวชี้วัดคุณลักษณะของสาขาวิชาเอกนั้นๆ  “ ยกตัวอย่างสาขาสื่อสารองค์กร ปี 2 จะฝึกปฏิบัติงานในองค์กรข่าว เพื่อให้เรียนรู้การทำงานของสื่อมวลชน และสังเกตความสัมพันธ์ระหว่าง นักประชาสัมพันธ์กับสื่อมวลชน พอปี 3 เข้าฝึกงานสื่อสารองค์กร และงานการตลาดกับบริษัทในกลุ่ม ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ เครือซีพี จะได้เรียนรู้มุมมองขององค์กร และสามารถทำงาน กับสื่อได้อย่างไม่มีปัญหา พอปีที่ 4 หลังจากฝึกงานมาหลายที่ หลายลักษณะงาน นักศึกษาจะสามารถเลือกฝึกงานในองค์กรแบบที่ตนต้องการทำงานมากที่สุด และออกแบบ Project เพื่อขายงานให้กับองค์กรนั้นๆ ”
 
นอกจากระบบ “Work-based Education” แล้ว คณะฯ ก็ยังมีระบบที่เรียกกันว่า TSR (Teacher Student Relationship) ซึ่งจะมี Homeroom เพื่อเป็นที่นัดพบของนักศึกษาและครู เพื่อให้ทุกคนได้พูดคุยถึงกิจกรรม และสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอมา วางแผนและนำเสนองานกิจกรรม ซึ่งทำให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพบปะกัน รวมใช้โซเชี่ยลมีเดียอย่าง Facebook และ Line ในการสื่อสารกันนอกห้องเรียน ไม่ว่าจะในแง่การปรึกษาหารือ ปรับทุกข์ ชื่นชม ให้กำลังใจ ให้ข้อมูลต่างๆ นักศึกษารู้ว่ามีครูเป็นที่ปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะที่นักศึกษาไปฝึกงาน อาจจะมีแรงกดดัน ซึ่งอายุยังน้อยอาจจะเกิดความเครียดได้ “เราดูแลเด็กผ่านเฟสบุ๊คทุกความเคลื่อนไหว นั่งประชุมงานก็ติดตามความเคลื่อนไหวได้ ทุกคนมีอะไรก็จะเขียนลงในนี้ ทั้งเด็กๆและอาจารย์ เราดูแลนักศึกษาเหมือนลูก เพราะเด็กบางคนมาจากต่างจังหวัด ต้องการที่พึ่ง เราต้องให้ความปลอดภัย ความรัก และความอบอุ่นเหมือนอยู่กับครอบครัว” ดร.สุดารัตน์ กล่าว
 
และนี่คือรูปแบบการบ่มเพาะนักศึกษานิเทศศาสตร์แห่งเดียวในประเทศที่ผสมผสานการพัฒนาทักษะแนวใหม่เน้นการฝึกปฏิบัติที่ เข้มข้นควบคู่การใส่ใจในการพัฒนาศักยภาพทุกด้านอย่างใกล้ชิด ที่นี่ ที่เดียว PIM ONLY