ลงทุนมนุษย์ 'ช่วงปฐมวัย' สร้างประเทศไทยในระยะยาว

 ลงทุนมนุษย์ 'ช่วงปฐมวัย' สร้างประเทศไทยในระยะยาว  

 
                         “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ คือ การสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ และการสร้างคนคุณภาพต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย”
 
                         ข้อความที่ผมยกมาข้างต้นนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ได้ผ่านการค้นคว้า พิสูจน์ จนกลายเป็น “ทฤษฎีทุนมนุษย์” เครื่องมือสำคัญที่ระบุแล้วว่า ทักษะที่เด็กได้รับตั้งแต่ชั้นเรียนปฐมวัยจะส่งผลบวกต่อพัฒนาการในอนาคต เช่นเดียวกับมุมมองในทางการแพทย์ได้ระบุถึงพัฒนาการทางสมอง ว่าเยาวชนจะมีการเจริญเติบโตทางสมอง และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว 
 
                         ดังนั้น ในช่วงนี้หากเยาวชนได้รับการเลี้ยงดูที่ดี รวมทั้งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับวัย มีอาหารที่ครบถ้วนทางโภชนาการ จะส่งผลให้เกิดพัฒนาการ ทั้งด้านบุคลิกภาพ ด้านวิชาการ ทักษะทางสังคม และเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของวิวัฒนาการ เพราะว่าเยาวชนที่มีคุณภาพ มีความสำคัญกับประเทศชาติเป็นอย่างมาก 
 
                         วันนี้ผมจึงนำผลการวิเคราะห์วิจัยจากคณะทำงานปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของซีพี ออลล์ เกี่ยวกับเรื่อง "เศรษฐศาสตร์การศึกษาปฐมวัย : การประมาณการโอกาสของการเข้าถึงการศึกษาปฐมวัยและผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาต่อในอนาคต" มาเล่าสู่กันฟังครับ
 
                         ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยในเรื่องนี้เผยว่า มิติทางเศรษฐศาสตร์ เล็งเห็นว่าการพัฒนาระบบการศึกษาที่ดีจะส่งผลบวกต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรมนุษย์ของประเทศควรจะได้รับการศึกษาที่เป็นแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) และการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบห้องเรียนเสมอไปหรือเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปิดกว้างให้เกิดการเรียนรู้ในทุกสถานการณ์ทุกสถานที่ ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ชั้นปฐมวัยกันเลยทีเดียว
 
                         โดยผลสำรวจเรื่องการศึกษาในระดับปฐมวัยต่อผลสัมฤทธิ์ทางสติปัญญาของเด็กในอนาคต พบว่า นักเรียนที่ผ่านการศึกษาในระดับปฐมวัยจะมีคะแนนสอบทางด้าน การอ่าน คิด วิเคราะห์ ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์  คณิตศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาช่วงปฐมวัย ประมาณ 5.2%
 
                         หากมองไปที่สถิติการศึกษาของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พบว่าประเทศไทยมีนักเรียนระดับปฐมวัยจำนวนกว่า 2.7 ล้านคน โดย 1.8  ล้านคน มีโอกาสได้เล่าเรียนในระบบโรงเรียน ส่วนอีกกว่า 9 แสนคน ที่เหลือบางส่วนได้รับการศึกษานอกระบบโรงเรียน บางส่วนไม่มีโอกาสได้เรียนในช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก
 
                         ดูจากตัวเลขแล้วทำให้พูดได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐ ควรต้องเร่งส่งเสริมการศึกษาแบบทั่วถึงถ้วนหน้า นอกเหนือจากนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่ได้ทำมาตั้งแต่ปี 2552 แล้ว ควรต้องมีการพัฒนาหลักสูตรพิเศษสอนให้กับเด็กในระดับปฐมวัย ที่มีฐานะยากจนหรือด้อยโอกาสในสังคมด้วย เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ได้ศึกษาเล่าเรียนเทียบเท่ากับเยาวชนที่เกิดในครอบครัวฐานะปานกลางหรือร่ำรวย ซึ่งนับเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดความแตกต่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้ในระยะยาว