'กลโกง' เก่า..เล่าย้ำ

 เงินทองต้องรู้ : 'กลโกง' เก่า..เล่าย้ำ

                           วันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตำรวจภูธรภาค 8 แถลงข่าวจับกุมแก๊งสกิมเมอร์ชาวฝรั่งเศส ขณะใช้บัตรเอทีเอ็มปลอมกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็ม ได้ของกลางเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 71 ใบ เป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ
 
                           เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นแก๊งสกิมเมอร์ที่ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม กดเงินตามตู้เอทีเอ็มต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยวของไทยและเอเชีย เนื่องจากระบบป้องกันข้อมูลบัตรอิเล็กทรอนิกส์ง่ายต่อการปลอมแปลง
 
                           ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ระหว่างนั่งคุยกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้บริหารรายนี้ก็บ่นให้ฟังว่า เพิ่งจะโทรศัพท์ยกเลิกบัตรเครดิต หลังจากได้รับแจ้งจากสถาบันการเงินเจ้าของบัตรว่า บัตรของเธอสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูล และอาจจะถูกนำไปใช้โดยอาชญากร ถามว่ามีอะไรบอกเหตุ เธอเล่าว่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยซื้อของออนไลน์ ไม่เคยให้ข้อมูลแก่แหล่งที่ไม่แน่ใจหรือพิจารณาแล้วว่า มีความเสี่ยง เรียกว่า การใช้งานทุกครั้งเป็นไปอย่างรอบคอบ แต่ก็ยังเข้าข่ายจะเกิดปัญหาจนได้
 
                           สุดท้ายต้องยกเลิกบัตรเก่า และรอสถาบันการเงินส่งบัตรใบใหม่มาให้
 
                           ถึงแม้ “เจ้าของบัตร” จะเข้มงวดแค่ไหน และสถาบันการเงินจะพยายามทั้งป้องกันและปราบปราม แต่ดูเหมือนกับอาชญากรจะมีวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น การแชร์แล้วแชร์อีกเพื่อบอกกล่าวถึงวิธีป้องกัน รวมถึงวิธีการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัย ก็กลายเป็นอีกเรื่องที่ต้องบอกกล่าวซ้ำๆ ล่าสุดผู้ให้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์อย่าง “มาสเตอร์การ์ด” ก็ออกมาให้คำแนะนำ (ซ้ำๆ) ถึง 7 ขั้นตอนง่ายๆ ในการป้องกันการโจรกรรมและปลอมแปลง
 
                           ถึงเป็นเรื่องซ้ำๆ เป็นเรื่องง่ายๆ แต่เชื่อเถอะว่า เป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม 
 
                           คำแนะนำข้อแรก คือ เซ็นชื่อบนบัตรของคุณ โดยคุณควรจะต้องเซ็นลายมือชื่อบนบัตรใหม่ทันทีที่คุณได้รับมา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเซ็นแทนในกรณีที่บัตรสูญหายหรือถูกขโมยแล้วอาจนำไปรูดซื้อสินค้า สอง - ให้ระวังผู้ไม่หวังดีมาหลอกล้วงข้อมูล อย่าตอบอีเมลหรือข้อความทางโทรศัพท์ที่น่าสงสัย โดยเฉพาะกรณีที่ขอให้คุณบอกข้อมูลส่วนตัว เพราะนั่นอาจเป็นแผนของแก๊งมิจฉาชีพที่จ้องจะขโมยข้อมูลของคุณ
 
                           สาม - หาข้อมูลก่อนเสมอ ก่อนที่จะซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ ควรค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่เราไม่คุ้นเคย โดยการค้นหาจากอินเทอร์เน็ต สอบถามเพื่อนๆ หรือโทรสอบถามสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่หมายเลข 1166 ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราซื้อสินค้าหรือบริการกับบริษัทที่มีชื่อเสียงไว้ใจได้เท่านั้น
สี่ - ป้องกันข้อมูลของตัวเอง โดยเก็บรักษาข้อมูลบัตรในโทรศัพท์ด้วยวิธีที่ปลอดภัยรัดกุม ต้องแน่ใจว่าข้อมูลนั้นสามารถเข้าถึงได้โดยใช้รหัสผ่านหรือรหัสลับเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยปกป้องข้อมูลในกรณีที่มือถือสูญหายหรือถูกขโมย 
 
                           ห้า - ตรวจสอบซ้ำ หมั่นตรวจสอบบัตรเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีบัตรใบไหนหายไป หลายคนมักคิดว่าบัตรต่างๆ ยังคงอยู่ในที่ของมัน แต่เพื่อความแน่ใจ ก็ควรตรวจสอบเสมอว่า บัตรทุกใบอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย หก - ตรวจทานอย่างละเอียด ตรวจทานใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตอย่างละเอียดทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรายการที่น่าสงสัยพ่วงมาด้วย ตรวจสอบค่าใช้จ่ายทุกรายการที่ไม่คุ้นเคย โดยไล่เลียงดูในรายละเอียดของใบแจ้งหนี้ที่ได้รับ
 
                           สุดท้าย - ฉีกเอกสารก่อนทิ้ง ถ้าเราได้รับใบแจ้งยอดบัญชี หรือข้อมูลบัตรที่เป็นเอกสาร ควรฉีกเอกสารเหล่านั้นก่อนทิ้งลงถังขยะ ทั้งนี้ เพื่อรักษาข้อมูลสำคัญให้ปลอดภัย หลังจากที่เอกสารพวกนั้นหลุดจากมือไปแล้ว
 
                           มาสเตอร์การ์ดยังแนะนำเรื่องการช็อปปิ้งออนไลน์อย่างไรให้ปลอดภัย โดยอ้างถึงรายงานการศึกษาพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของมาสเตอร์การ์ด โดยระบุว่า คนไทยเป็นหนึ่งในผู้ที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุด นอกจากมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดที่มาสเตอร์การ์ดนำมาใช้ในกระบวนการซื้อขายสินค้าออนไลน์แล้ว ลูกค้าสามารถป้องกันตัวเองได้ โดยข้อแรก - ต้องรู้จักร้านค้าที่จะซื้อสินค้าหรือบริการนั้นดีพอ ตรวจสอบชื่อเสียงเรียงนามของผู้ขาย โดยหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สอบถามจากเพื่อนๆ ตรวจสอบกับ สคบ. และดูว่ามีเว็บไซต์ที่ลูกค้ารายอื่นๆ แสดงความเห็นไว้หรือไม่ พึงระวังร้านค้าออนไลน์ที่เสนอราคาถูกเกินไป เพราะร้านพวกนี้มีแนวโน้มที่จะหลอกลวงลูกค้า
 
                           สอง - ตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัย ถ้าต้องให้หมายเลขบัตรเครดิตทางออนไลน์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเชื่อมต่อของเรามีความปลอดภัย เบราว์เซอร์ส่วนใหญ่จะแสดงไอคอนพิเศษ เช่น รูปกุญแจเพื่อแสดงว่าเว็บไซต์นั้นมีความปลอดภัย นอกจากนี้ บนเว็บไซต์ของร้านค้าจำนวนมาก ยังแจ้งให้ทราบกรณีมีข้อควรระวังด้านความปลอดภัย ดังนั้น ควรมองหา คำแนะนำนี้ ถ้าหาไม่พบ ก็ควรสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
 
                           สาม - ป้องกันอีเมลของตัวเอง อีเมลไม่ถือเป็นรูปแบบของการสื่อสารที่มีความปลอดภัย ดังนั้น เพื่อปกป้องหมายเลขบัญชีและหลีกเลี่ยงการโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต ไม่ควรส่งหมายเลขบัญชีหรือข้อมูลทางการเงินอื่นๆ ทางอีเมล สุดท้าย - ป้องกัน PIN และหมายเลขบัญชีของตัวเอง อย่าไว้ใจพนักงานขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ ทางโทรศัพท์ หรือใครก็ตามที่ไม่รู้จัก ถ้าข้อเสนอฟังดูดีเกินจริง ควรสละสิทธิ์นั้น การให้หมายเลขบัตรสำหรับชำระเงินก็ต่อเมื่อตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว หรือหากได้เริ่มต้นเจรจาต่อรอง ก็ไม่ควรเปิดเผยรหัส PIN หรือรหัสผ่านเข้าบัญชีใดๆ แก่ร้านค้าออนไลน์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม และไม่ควรใช้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หรือ PIN เป็นรหัสผ่าน
 
                           ส่วนถ้าหากสงสัยว่า โดนโจรกรรมหรือปลอมแปลง สิ่งที่ต้องทำ ก็คือ โทรหาธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ออกบัตรให้ทันที บัตรอาจถูกยกเลิกและผู้ออกบัตรจะออกบัตรใหม่ให้ แต่ควรตรวจสอบที่อยู่ให้ถูกต้องก่อนสิ้นสุดขั้นตอนนี้