มูดี้ส์ชี้ยึดอำนาจไม่ทำลายความแข็งแกร่ง

 มูดี้ส์ชี้ยึดอำนาจไม่ทำลายความแข็งแกร่ง

แบงก์ออมสินชนะประมูลเงินกู้จำนำข้าว 50,000 ล้าน เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับครั้งแรกในรอบ14เดือน ขณะที่มูดี้ส์ชี้ยึดอำนาจไม่ทำลายความแข็งแกร่งของไทย
                3มิ.ย.2557 ที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน.  ได้เปิดให้ธนาคารที่สนใจยื่นซองประมูลเงินกู้วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายในโครงการรับจำนำข้าว หลังจากที่ ธ.ก.ส. ได้จ่ายเงินให้ชาวนา 360,000 คน เป็นจำนวนเงิน 36,000 ล้านบาท ในช่วง 8 วันที่ผ่านมา
               ล่าสุด น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินเป็นสถาบันการเงินรายเดียวที่ชนะประมูลเงินกู้จำนำข้าว จำนวน 5 หมื่นล้านบาท อายุ 3 ปี โดยเสนออัตราดอกเบี้ยที่ 2.1792% ต่อปี จากสถาบันการเงินที่เข้าประมูลทั้งหมด 12 ราย มีวงเงินที่เสนอเข้ามาทั้งหมด 1.45 แสนล้านบาท  ทั้งนี้ ธนาคารออมสินจะส่งเงินกู้ให้กระทรวงการคลัง ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ จำนวน 3 หมื่นล้านบาท
และในวันที่ 13 มิ.ย. นี้อีก 2 หมื่นล้านบาท
               สำหรับเงินกู้จำนวนข้าวส่วนที่เหลือ 4 หมื่นล้านบาท สบน. จะทำหนังสือเชิญสถาบันการเงินกู้ภายในสัปดาห์นี้ และให้ยื่นซองประมูลในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ คาดว่าจะเป็นเงินกู้อายุ 3 ปี ทั้งหมด
 
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับครั้งแรกในรอบ14เดือน
               นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนพ.ค.2557 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม พ.ค.เท่ากับ 60.7 สูงขึ้นจากเดือน เม.ย. ซึ่งอยู่ที่ 57.7 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน  เท่ากับ 64.2 สูงขึ้นจาก 61.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 87.1 สูงขึ้นจาก 83.8
 
               "ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน เนื่องจากความมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองไทยว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น และคิดว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวขึ้นในอนาคต"นางเสาวณีย์ กล่าว
 
               ปัจจัยบวกที่มีผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ คสช.อนุมัติเงินค่าข้าวให้ชาวนา 9 หมื่นล้านบาท ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น0.79จุด
 
               ปัจจัยลบ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจลงมาอยู่ที่ 1.5-2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3-4% การส่งออกในเดือน เม.ย. ลดลง 0.9% ราคาพืชผลทางการเกษตร ทรงตัวในระดับต่ำ ผู้บริโภคมีความกังวลปัญหาค่าครองชีพ และความกังวลต่อความไม่แน่นอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
 
               นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองคณบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ที่มีมากขึ้น ทางหอการค้าไทยเชื่อว่า เศรษฐกิจของประเทศจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และจากโรดแมปด้านเศรษฐกิจที่ คสช.เร่งดำเนินการเช่น การจ่ายเงินจำนำข้าวและการปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี รวมทั้งการวางรากฐานการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่าง โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟรางคู่นั้น คาดว่าจะทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีเม็ดเงิน 2-3 แสนล้านบาท ไหลและหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของจีดีพีเพิ่มขึ้น 1-1.5% ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังขยายตัวได้ 4-5% ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศปีนี้มีโอกาสที่จะขยายตัวอยู่ที่ 2-3% มีมากขึ้น
 
               “จะเห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคขณะนี้มีสัญญาณอยู่ในช่วงขาขึ้น และคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขื้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิ.ย.เป็นต้นไป โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลบอลโลกที่จะถึงนี้ จะเป็นตัวเช็คความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะหากมีการจับจ่ายใช้สอยคึกคักก็จะเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง” นายธนวรรธน์ กล่าว
 
               สำหรับกรณีที่คสช.มีการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซแอลพีจี และโครงการธงฟ้าต่อนั้น มองว่า เป็นเรื่องที่ควรทำในระยะสั้น 3-6 เดือน เพื่อดูแลภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ซึ่งจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เนื่องจากทำให้มีความรู้สึกว่ามีเงินเหลือในกระเป๋ามากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายไม่สูงขึ้น แต่หลังจากนี้ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด และคสช.จะต้องรักษาสมดุลของความเชื่อมั่นให้ดีขึ้น ซึ่งตามแผนโรดแมปด้านเศรษฐกิจทั้ง 10 ข้อของคสช.สามารถเคลื่อนได้เร็วก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย
 
               อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ทางหอการค้าไทยจะมีการปรับประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากมีความชัดเจนในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว
 
               นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ หอการค้าไทย จะจัดงาน Get Together with International Friends 2014 โดยจะเชิญคณะทูตานุทูต กงสุล และหอการค้าต่างประเทศในไทย เข้าร่วมงาน เพื่อพูดคุย ทำความเข้าใจ และสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งขณะนี้ นักลงทุนต่างประเทศที่ทำธุรกิจ และอาศัยอยู่ในไทยเป็นเวลานาน จะคุ้นเคย เข้าใจ และเชื่อมั่นไทย แต่นักลงทุนหน้าใหม่ ที่เพิ่งลงทุนในไทย แม้จะเข้าใจสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถชี้แจง หรือสร้างความเข้าใจให้กับภาคธุรกิจในประเทศของตนเองได้
 
               ขณะเดียวกัน ลูกค้าต่างประเทศบางราย ได้สอบถามข้อมูลเข้ามามากว่าผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยยังผลิตและส่งออกได้ตามคำสั่งซื้อหรือไม่ ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนเหล่านี้อาจจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ และเชื่อมั่นไทย หอการค้าไทย จึงจำเป็นต้องชี้แจง และสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาโดยเร็ว พร้อมกันนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควรจัดตั้งศูนย์ประสานงาน เพื่อรับข้อร้องเรียน หรือชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กับนักลงทุน และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้าใจ และกลับมาเชื่อมั่นด้วย
 
               ”ส่วนการที่หลายประเทศตัดความช่วยเหลือไทยในด้านต่างๆ และไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจครั้งนี้ มองว่า ในส่วนของนักธุรกิจ ไม่น่าจะเกี่ยวกัน เพราะยังทำธุรกิจระหว่างกันเหมือนเดิม แต่ในส่วนของการเมืองคงไม่รู้ได้”นายอิสระกล่าว
 
               อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้ หอการค้าไทย เตรียมเสนอแผนงานสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อคสช. โดยเน้นการปฏิรูปการเกษตร ซึ่งจะเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมอาหารและพลังงานทดแทน การลดความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาการค้าชายแดน รวมถึงเสนอให้ คสช.พิจารณาแก้ปัญหาด้านต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนต่างชาติ เช่น ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับด้านศุลกากร ให้มีความรวดเร็ว และโปร่งใสมากขึ้น แก้ไขการออกใบอนุญาตการทำงานให้กับนักลงทุนต่างชาติให้รวดเร็วมากขึ้น
 
               ”ในการปฏิรูปการเกษตร ต้องจัดโซนนิ่งเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ดอน ปลูกข้าวไม่ได้ผลดีนัก ควรสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกอ้อย หรือมันสำปะหลัง ทดแทน ซึ่งจะขายได้ราคาดีกว่ามาก รวมถึงส่งเสริมให้ปลูกพืช 5 ชนิดหลัก เพื่อความยั่งยืนด้านอาหารและพลังงานทดแทน ทั้ง ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และข้าวโพด ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรด้วย”นายอิสระ กล่าว
 
               ด้านนางเสาวณีย์ กล่าวว่า ในการจัดทำโรดแมพเศรษฐกิจไทย ที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่นั้น หลังจากที่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเร่งจ่ายเงินรับจำนำข้าวให้ชาวนา ทำให้ชาวนามีเงินใช้จ่าย และผลักดันให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ 2-3 รอบไปแล้ว คสช.ควรหันมาแก้ปัญหาระยะยาวในการปรับโครงสร้างด้านการผลิตของประเทศ เพราะ คสช.มีอำนาจบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยเฉพาะในโครงการต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา
 
               โดยแผนปฏิรูปโครงสร้างการผลิตของประเทศที่คสช.ควรเร่งทำ เช่น การทำ exit plan หรือกำหนดว่าอุตสาหกรรมใดเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมกับประเทศ ถ้าอุตสาหกรรมใดไม่เหมาะสม จำเป็นต้องวางแผนลดการผลิตและเลิกการผลิตในที่สุด และส่งเสริมให้ภาคเอกชนทำอุตสาหกรรมที่เหมาะสมแทน เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน อุตสาหกรรมอาหาร ฯลฯ หรืออย่างการทำระบบชลประทาน ที่ไม่กล้าเวนคืนที่ดิน คสช.ควรเร่งดำเนินการ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเพาะปลูกให้มากขึ้น เป็นต้น
 
               นอกจากนี้ ควรเร่งจัดทำโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ และทางสังคมได้ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ถ้าทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีศักดิ์ศรีและความภูมิใจในอาชีพ ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะลดลงและหมดไปในที่สุด
 
               ”คสช. ควรกำหนดสิ่งเหล่านี้เข้าไปในโรดแมพด้านเศรษฐกิจ และกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ หรือออกเป็นกฎหมาย ให้มีผลบังคับใช้ในระยะเวลานาน เพื่อให้รัฐบาลต่อๆ ไปสานต่อได้ ไม่ใช่หมดยุค คสช.แล้วรัฐบาลใหม่เข้ามาก็ไม่เอาแล้ว อยากให้คสช.พิจารณาอย่างละเอียด รอบคอบก่อนที่จะดำเนินการ เพราะขณะนี้ ทุกหน่วยงานเร่งเสนอสิ่งที่จะทำเป็นโรดแมพ ถ้าพิจารณาไม่ดี อาจไม่เกิดประโยชน์กับประเทศในระยะยาว และการยึดอำนาจอาจไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร”นางเสาวณีย์ กล่าว
          
มูดี้ส์ชี้การยึดอำนาจไม่ทำลายความแข็งแกร่ง
 
               สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ที่ระดับ Baa1 เนื่องจากยังมีความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน ถึงแม้จะมีการยึดอำนาจและเกิดสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ มูดี้ส์ ยังมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ทำลายความแข็งแกร่งต่อความน่าเชื่อถือของไทย ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า