ลุ้น'โรดแม็พศก.'คีย์ปั๊มจีดีพี

 ลุ้น'โรดแม็พศก.'คีย์ปั๊มจีดีพี ชงงานค้างท่อ-อุ้มฐานราก-เดินหน้าลงทุน

               หลังจากประกาศเข้ายึดอำนาจบริหารราชการแทนรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เดินเครื่องงานด้านเศรษฐกิจทันที โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา  พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) รองหัวหน้า คสช. และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ ได้เรียกประชุมหน่วยงานด้านเศรษฐกิจเข้าหารืออย่างต่อเนื่อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อมอบนโยบาย และฝากการบ้านให้นำเสนอแผนงานเร่งด่วน เพื่อบรรจุในโรดแม็พที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าเตรียมจะประกาศใช้ในสัปดาห์นี้
 
               ทั้งนี้ งานในมือที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดในขณะนี้คือ การนำเงินสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท มาสำรองจ่ายให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวที่คั่งค้างอยู่กว่า 9.2 หมื่นล้านบาท และกำลังเดินหน้ากู้เงินเพิ่มเติมอีกวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านเศรษฐกิจที่ต้องจับตาจากนี้ไปคือ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนไทย-ต่างชาติ ให้กลับมาโดยเร็ว เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนตามมา
 
"โรดแม็พ ศก." กุญแจปั๊มจีดีพี
 
               ดังนั้น โรดแม็พเศรษฐกิจที่จะออกมาจึงนับเป็นกุญแจสำคัญที่ทุกภาคส่วนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ปรับเป้าหมายที่จะเห็นอัตราการขยายตัวเติบโตถึง 3% จากที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 2.6% และทำท่าว่าจะปรับลดลงเหลือประมาณ 2% เป็นผลจากนโยบายที่ชัดเจนขึ้นภายหลังการหารือร่วมกัน โดยปลัดกระทรวงการคลังยืนยันว่า การเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบฐานรากและชุมชน น่าจะช่วยดันจีดีพีได้เพิ่มอีก 0.2%
 
               นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มทรงตัว และตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เศรษฐกิจก็เริ่มผงกหัวขึ้นทั้งด้านการบริโภคและการท่องเที่ยว
 
               “หลังอัดฉีดเงินให้ชาวนา 9 หมื่นล้าน ทำให้สถานการณ์เปลี่ยน จากที่ไม่เห็นปัจจัยบวกอะไรเลย ก็เริ่มมีแสงสว่างปลายทางเกิดขึ้น ซึ่งในไตรมาส 2 จีดีพีจะกลับมาขยายตัวเป็นบวก 1% ส่งผลให้ทั้งปีจีดีพีจะขยายตัวได้อย่างน้อยมากกว่า 2% กว่าแน่นอน แต่จะถึง 3% ตามที่ได้รับมอบหมายหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าโรดแม็พที่ประกาศมาจะสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนตามมาได้มากน้อยเพียงใด และมาตรการจะออกมาเป็นชุดอย่างต่อเนื่องหรือไม่ แต่เท่าที่มองงานน่าจะออกมาเร็ว เพราะขณะนี้เร่งทำงานกันทั้งเสาร์อาทิตย์ เพื่อให้สรุปโรดแม็พได้วันที่ 31 พฤษภาคม และประกาศให้นักลงทนไทยและต่างชาติได้รับทราบได้ในสัปดาห์นี้”
 
               นายสมชัยให้ความเห็นด้วยว่า การมีทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจที่ล้วนมีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านกฎหมาย น่าจะช่วยกลั่นกรองงานที่กระทรวงต่างๆ เสนอไปได้รวดเร็ว และการที่ไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มารออนุมัติ ข้าราชการประจำต้องทำงานด้วยความโปร่งใสพอสมควร และต้องเป็นตัวหลักในการนำเสนอนโยบายและมาตรการด้านเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้นที่ต้องใส่ในโรดแม็พนั้น ต้องเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจจริงๆ
 
               นอกจากนี้ การที่ คสช. มีอำนาจอนุมัติกฎหมายได้ ในระยะต่อไป สศค. จะถือโอกาสผลักดันกฎหมายที่ค้างอยู่ทั้งหมดออกมาด้วย เพราะตอนนี้สามารถทำอะไรได้เร็วขึ้น เทียบกับก่อนหน้านี้ที่หลายเรื่องล่าช้า ทั้งร่างพ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถมีหลักทรัพย์ค้ำประกันจากสินทรัพย์ต่างๆ ได้ และร่างพ.ร.บ.ทวงถามหนี้ที่เป็นธรรม ซึ่งเคยผ่าน ครม. และสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว แต่ถูกตีกลับ รวมทั้งมาตรการภาษีทรัพย์สินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยทุกร่างกฎหมายนั้น สศค.จะเร่งเสนอก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่
 
               “สศค.มีหน้าที่เสนอมาตรการให้ทุกรัฐบาลตัดสินใจอยู่แล้ว ไม่ว่าใครจะเข้ามาก็ตาม และตอนนี้เมื่อมีคนเข้ามาบังคับบัญชาแล้วก็น่าจะทำอะไรได้หลายอย่างและพร้อมเดินหน้าสนองนโยบายทันที ส่วนจะทำได้หรือไม่ก็ต้องรอให้คสช.พิสูจน์ผลงานว่าทำได้ตามแผนหรือไม่"
 
คลังชงมาตรการภาษี-อุ้มเอสเอ็มอี
 
               นายสมชัยกล่าวถึงมาตรการจำเป็นเร่งด่วนที่กระทรวงการคลังจะเสนอในโรดแม็พกระตุ้นเศรษฐกิจให้ คสช. พิจารณาว่า จะอยู่ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลักประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 2.ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน เช่น การลงทุน โครงสร้างพื้นฐานทางคู่ และรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ การลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.ยุทธศาสตร์การปฏิรูปด้านต่างๆ และ 4.ยุทธศาสตร์การปรองดอง โดยในส่วนของ สศค. จะเสนอมาตรการภาษีที่ต้องเร่งตัดสินใจคือ การพิจารณาคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในสิ้นเดือนกันยายนนี้ รวมถึงการคงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% ออกไปอีก 1 ปี การใช้โครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามที่ปรับอัตราใหม่และอัตราสูงสุดลดลงจาก 37% เหลือ 35%
 
               ทั้งนี้ มาตรการส่วนใหญ่ไปสนับสนุนให้เกิดการลงทุนเป็นหลัก เช่น การช่วยเหลือสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน รวมทั้งบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ยังมีวงเงินค้ำประกันเหลือกว่า 1.65 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นในครึ่งหลังของปีนี้จะมี 5 มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ไมโครเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการโอท็อป ผ่านวงเงินค้ำประกันถึง 7 หมื่นล้านบาท ช่วยเอสเอ็มอีได้กว่า 7 หมื่นราย นอกจากนั้น จะมีการลงทุนของภาคเอกชนผ่านทางการสนับสนุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่น่าจะมีบอร์ดใหม่ในเร็วๆ นี้ มีวงเงินกว่า 7 แสนล้านบาทตามมา
 
               รวมทั้งกระทรวงการคลังต้องเร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีในปีนี้กว่า 4 แสนล้านบาท และเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และเร่งผลักดันงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ให้ออกมาโดยเร็วและทันวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจจากที่เคยมองว่างบจะใช้ไปล่าช้าอย่างน้อย 6 เดือนก็กลับมาเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็ว
 
               ทั้งนี้ หลังจากที่มีการประชุมร่วมกันของ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อกำหนดกรอบรายจ่าย รายได้และโครงการต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือตามนโยนบายของคสช.แล้ว จากนั้นทางสำนักงบฯก็จะเสนอให้ คสช. หรือคณะรัฐมนตรี พิจารณาได้ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2557 หลังจากนั้น สำนักงบฯ จะเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาทำหน้าที่ในการกลั่นกรองการจัดสรรงบประมาณให้เกิดความรอบคอบและนำเสนอทูลเกล้าฯ ในวันที่ 22 กันยายน เพื่อพร้อมประกาศใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
 
               สำหรับงบลงทุนที่จะพิจารณาโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจะนำมาใส่ไว้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่มากนัก เพราะ คสช. ไม่อยากให้มีการขาดดุลมากและให้เน้นเดินหน้าโครงการที่ประชาชนไม่มีข้อสงสัย และมีความพร้อม เช่น โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้า 10 เส้นทาง และเลือกโครงการการบริหารจัดการน้ำที่เห็นว่ามีประโยชน์ แต่ในปี 2558 คงไม่สามารถจัดสรรได้เต็มที่คงต้องรอเป็นปี 2559 แทน เพราะบางโครงการในแผนลงทุน 2 ล้านล้านบาทนั้น ต้องกลับไปศึกษารายละเอียดใหม่
 
งานด่วน "อุตฯ-คมนาคม-พาณิชย์"
 
               ขณะที่กระทรวงอุตสาหรกรม โดยนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า กระทรวงเตรียมประเด็นในการหารือกับ พล.อ.อ.ประจิน ไว้ทั้งหมด 5 เรื่องที่ต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ 1.การตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) 2.การปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) 3.การอนุมัติเงินเพิ่มค่าอ้อยสำหรับฤดูกาลผลิต 2556/2557 ที่ 160 บาทต่อตันอ้อย 4.การแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบจากจากปัญหาบ่อขยะ และ 5.การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยจะประสานความร่วมมือกับทางกระทรวงการคลังต่อไป
 
               สำหรับการเสนอตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่นั้น เบื้องต้นจะเสนอรายชื่อคณะกรรมการชุดเดิมไปให้ก่อน แต่คงต้องขึ้นอยู่กับ คสช.ด้วยว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการท่านใดก็หรือไม่ โดยหากมีบอร์ดได้เร็วก็สามารถพิจารณาอนุมัติโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนที่ค้างมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 รวมกว่า 700 โครงการ เม็ดเงินลงทุนกว่า 7.5 แสนล้านบาท
 
               ส่วนกระทรวงคมนาคมได้เสนอเรื่องเร่งด่วนให้พิจารณา 48 โครงการ โดยเฉพาะที่จะของบใช้งบประมาณปี 2558 ซึ่งเป็นการลงทุนการขนส่งทางถนนกว่า 2.4 แสนล้านบาท และระบบรางกว่า 1.1 แสนล้านบาท รวมเป็นเงิน 3.5 แสนล้านบาท แต่ในการประชุมนั้น หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของ คสช. ได้เน้นให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2557 วงเงิน 1.3 แสนล้านบาทให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้เป็นประเด็นหลัก ขณะที่การเสนอโครงการเพื่อขอให้งบประมาณปี 2558 นั้น ขอนำกลับไปพิจารณารายละเอียดก่อน รวมทั้งโครงการเมกะโปรเจกท์ต่างๆ ด้วย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์
 
               ทั้งนี้ โครงการที่กระทรวงคมนาคมเห็นว่า ควรเดินหน้าต่อไป เช่น การขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 60 ล้านคน การขยายท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 30 ล้านคน โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 เส้นทาง และโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง
 
               ด้านกระทรวงพาณิชย์ เตรียมแผนงานเร่งด่วนเสนอ คสช. ทั้งด้านการค้าในประเทศและระหว่างประเทศ การเจรจาการค้า การดูแลราคาสินค้า และการแก้ไขกฎหมาย ได้แก่ 1.ด้านกฎหมาย/คณะกรรมการที่สำคัญ ได้แก่ คณะกรรมการระดับนโยบายที่มีนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ประกอบด้วย คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) คณะกรรมการนโยบายข้างแห่งชาติ (กขช.) คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (กอ.นตผ.) คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในส่วนของกฎหมายมี 35 ฉบับ ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขในการกำกับดูแลมี 11 ฉบับ เพื่อรองรับเออีซี
 
               2.การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและช่วยเหลือเอสเอ็มอี 3.การเจรจาการค้ากับต่างประเทศ 4.การผลักดันการส่งออก 5.การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ เออีซี 6.การปฏิรูปองค์กร โดยการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ระดับกรม คือสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนย.) ซึ่งขณะนี้ได้ร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ...) พ.ศ..... ซึ่งอยู่ระหว่างการรอพิจารณาอนุมัติของรัฐสภา และ การพัฒนาระบบการให้บริการในรูปแบบดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ การปรับโครงสร้างหน่วยงานและการทำงานเพื่อรองรับเออีซี
..............