ไทย ยังลุ้นศูนย์กลางเออีซี???
ไทย ยังลุ้นศูนย์กลางเออีซี???
   ลองนึกภาพดูสิว่า เมื่อมนุษย์เศรษฐกิจไทยรุ่นใหม่สามารถสื่อสารได้ 3 ภาษาหลัก คือ อังกฤษ บาฮาซา และจีนกลาง ชีวิตหรือหน้าตาจะเจริญก้าวหน้าขนาดไหน? ตัวเลขจีดีพี 2 หลักที่เคยทำได้เป็นยังไง? รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีขึ้นไปอยู่ใน 3 อันดับแรกกับสิงคโปร์และบรูไนจะเป็นยังไง? คนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความเป็นเถ้าแก่จะมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนจะดีแค่ไหน? มูลค่าเศรษฐกิจทั้งประเทศขยับเข้าใกล้เคียงอินโดนีเซียจะยิ่งใหญ่อย่างไร? คนไทย และเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนรวมกันกว่า 600 ล้านคน มีเวลาเหลืออีก 3 ปี ซึ่งไม่นานเกินไป ไม่น้อยเกินไป แต่จะพอดีกับความกระตือรือร้นผนวกกับความพยายามที่ไม่สิ้นสุดของทุกฝ่ายที่จะทำให้ได้คำตอบกับคำถามเหล่านั้น บนแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเมืองไทยสู่ความเป็นเมืองหลวงเศรษฐกิจแห่งอาเซียน หรือ The Capital of AEC
 
  Capital of Logistics ไม่มีใครปฏิเสธว่า ที่ตั้งเมืองไทย คือ เส้นทางขนส่งสินค้า และขนส่งผู้โดยสารทุกรูปแบบจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก หากประกาศเป็นเพียงแค่ประตู หรือ Gateway ก็ดูจะใช้ประโยชน์ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของภูมิศาสตร์ประเทศ แต่เมื่อประกาศเป็นจุดเชื่อมต่อ หรือ Connectivity ก็ทำให้ศักยภาพเมืองไทยเหนือชั้นถึงขั้นโดดเด่นในสายตาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั่วโลก แต่หากประกาศควบคู่ให้เป็นศูนย์กลางของสายสัมพันธ์ หรือ Connection ยิ่งทำให้ไทยได้รับการมองเป็นพันธมิตรคู่ค้าที่ไม่มีวันตาย ในเมื่อวัฒนธรรมการทำธุรกิจแถบเอเชียและอาเซียนมีจุดเด่นตรงการอาศัยสายสัมพันธ์มากกว่าตัวเลขคืนทุน หรือตัวเลขกำไรขาดทุนสุทธิที่ชาติตะวันตกยึดเป็นตัวชี้วัดตลอดกาล
  
   Capital of Agricultural Industry ไม่มีใครเป็นงงว่า เมืองไทย คือ เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและก็หวังอย่างสุดๆ ว่าจะไปต่อถึงอนาคต หากประกาศเป็นเพียงแค่ส่งออกข้าว ส่งออกน้ำตาล ส่งออกมันสำปะหลัง ส่งออกยางพาราติด 3-5 อันดับแรกของโลก
 
ก็ดูจะใช้ศักยภาพของธรรมชาติและภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษให้มาเพียงครึ่งเดียว แต่หากประกาศให้ควบคู่กับ Capital of Partnership Exchange หรือศูนย์กลางพันธมิตรแห่งการซื้อขายสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมล่วงหน้า ยิ่งทำให้ทั้งไทยในฐานะผู้นำ และเพื่อนบ้านในชาติอาเซียนเป็นคู่ค้ากับทั่วโลกอย่างโดดเด่นและยั่งยืน เพราะหากเกิดการร่วมมือกันทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ผลผลิต และราคาขาย ทั้งไทย พม่า กัมพูชา และเวียดนาม พื้นที่อาเซียนแผ่นดินใหญ่ไม่ต่างอะไรกับ “คันนาข้าวโลก” ในขณะที่ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย คือ “ป่ายางพาราโลก”
 
Capital of Tourism Industry ไม่มีใครพูดไม่ออกว่า เมืองไทย คือ สยามเมืองยิ้ม ด้วย 2 มือพนมบนหน้าอกพร้อมกับก้มศีรษะไหว้กลายเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ที่สุดจะงดงามไปทั่วโลก
 
หากประกาศแต่เพียงต้องสร้างเม็ดเงิน 2 ล้านล้านบาทจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เข้าไทยภายใน 3 ปีข้างหน้าก็ดูจะได้รายได้ไม่สมน้ำสมเนื้อกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งกลุ่มชาติอาเซียน ซึ่งเป็นแหล่งที่มีมรดกโลกมากที่สุดแห่งหนึ่งเมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ ของโลก ในขณะะเดียวกันดูจะไม่ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่กับ 2 สนามบินนานาชาติในกลุ่มชาติอาเซียน คือ สนามบินสุวรรณภูมิของประเทศไทย และสนามบินชางฮีของประเทศสิงคโปร์ที่ติดอันดับโลกบ่อยครั้งมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่หากประกาศให้ควบคู่กับการเป็น Single AEC Destination บนการเชื่อมต่อของโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และปรับทัศนคติที่มีต่อทุกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในแต่ละประเทศ ให้กลายเป็น “มรดกท่องเที่ยวแห่งกลุ่มชาติอาเซียน” แม้แต่เครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลกก็ขนไม่พอ
 

The Capital of AEC อาจเป็นวิธีคิดใหม่สุดบนบทความนี้ อาจต้องใช้ความเสียสละระดับภูมิภาค อาจต้องฝากคนรุ่นใหม่ในอนาคต อาจต้องใช้เวลานานกว่า 3 ปีที่เหลือก่อนถึงเส้นตายการเป็นเออีซี แต่ที่แน่ๆ ผมอยากชวนทุกท่านช่วยกันผลักดันให้เขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีเมืองไทยรวมอยู่ด้วย