ไทยเป็นศูนย์กลาง อาหารของโลกได้ ถ้า...

 ไทยเป็นศูนย์กลาง อาหารของโลกได้ ถ้า...  

                          เป็นข่าวหน้า 1 ในหนังสือพิมพ์ไปหลายต่อหลายฉบับ กรณี “ไทยทวงแชมป์ส่งออกข้าว อันดับ 1 ของโลก” ที่เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยออกมาเปิดเผยตัวเลขสถิติจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐ ระบุว่าประเทศไทยสามารถส่งออกข้าว 3.39 ล้านตัน เป็นอันดับ 1 ของโลก มากกว่าประเทศอินเดียและเวียดนาม ที่มียอดการส่งออกคู่คี่ สูสี สลับตำแหน่งแชมป์ส่งออกกันหลายปี
 
                          เป้าหมายที่เมืองไทยจะก้าวไปสู่ “ครัวของโลก” ตามที่หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันตั้งความหวังไว้นั้น น่าจะขยับใกล้เข้ามาอีกก้าว เพราะหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกของไทยกระเถิบอันดับไปได้สวย แต่การเป็น “ครัวของโลก" ไม่ได้หมายถึงเรื่องส่งออกข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสินค้าส่งออกเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ อีกจำนวนมากที่เกี่ยวกับอาหารการกิน อาทิ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ได้แก่ ปลา, กุ้ง, เนื้อไก่ นอกจากนี้ ยังมีน้ำตาล, มันสำปะหลัง, ผักและผลไม้ และอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เป็นต้น
 
                          ในการประชุมเสวนาเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้มีการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางด้านอาหาร ประจำปี 2555-2556 ในรายงาน The Global Competitiveness Report ด้วยการประเมินศักยภาพจาก 144 ประเทศ ปรากฏว่าเมืองไทยของเราอยู่ในอันดับ 38 ขยับขึ้นจากปีก่อนมาอีก 1 ขั้น น่าปรบมือให้ความพยายามการส่งสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ไทยไปสู่สายตาชาวโลก ที่ขยับลำดับชั้นมาทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งน่าจะเป็นผลดีโดยตรงต่อเศรษฐกิจบ้านเรา เพราะมูลค่าส่งออกในปี 2556 สร้างเม็ดเงินไปแล้วกว่า 7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ 3 แสนล้านบาท หรือราวๆ 5.7% โดยประเทศคู่ค้าสำคัญๆ ที่ไทยส่งออกไปขาย ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย ตามลำดับ
 
                          อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ความสามารถในการแข่งขันของ 10 ประเทศในลำดับต้นๆ ของโลกที่ WEF ประเมินศักภาพนั้นยังอยู่ในโซนยุโรป ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์, ฟินแลนด์, สวีเดน, เนเธอร์แลนด์, เยอรมนี, อังกฤษ, สหรัฐอเมริกา และมีเพียงบางประเทศในเอเชีย เช่น สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย เป็นต้น เนื่องจากประเทศเหล่านี้ มีปัจจัยพื้นฐาน ประสิทธิภาพ และการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการค้าให้ถีบตัวสูงขึ้นเหนือคู่แข่งได้ดี
 
                          สำหรับเมืองไทยเราตอนนี้ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยาก จนเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว เพราะผู้ส่งออกสินค้าด้านอาหารของเรามีอยู่ไม่น้อยราย และหลากหลายประเภท ซึ่งต่างล้วนมีศักยภาพสูง มีคุณสมบัติเฉพาะ มีตลาดของตนเอง ฯลฯ เพียงแต่ถ้าได้แรงอนุเคราะห์เกื้อหนุนผลักดันและส่งเสริมจากภาครัฐให้มากยิ่งขึ้นไปอีกอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง มีทิศทางที่ชัดเจน เป็นทีม ก็จะเปรียบเสมือนแรงลมใต้ปีกที่พยุงให้อุตสาหกรรมอาหารของเราเหิรฟ้าติดลมบนสู่การเป็นหนึ่งในสิบหรือหนึ่งในยี่สิบ ที่เรียกกันว่าท็อปเท็นหรือท็อปทเวนตี้ในอันดับ “ครัวของโลก” ได้ในอีกไม่นานเกินรอ