เด็กติดเกม สังคมก้มหน้า ปัญหาใกล้ที่ตัวพ่อ-แม่

 เด็กติดเกม สังคมก้มหน้า ปัญหาใกล้ที่ตัวพ่อ-แม่

    ฟังคำแนะนำจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ เผยการดูแล-ใกล้ชิดลูก คือภูมิคุ้มกันชั้นยอด แนะผู้ปกครองอย่าใช้อารมณ์เป็นทางออก ใช้หากิจกรรมอื่นสร้างประโยชน์ ช่วยดึงความสนใจเด็กจากแท็บเล็ต-สมาร์ทโฟน-คอมพ์ ได้…
 
ความบันเทิงประเภท "เกม" มักจะเป็นเครื่องคลายเครียด คลายเหงา แถมยังเป็นพฤติกรรมเพลินๆ ที่ช่วยฆ่าเวลาว่างให้เราได้ดีเสมอมา แต่… เมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์หรือปัญหา อาทิ การฉ้อโกง ความรุนแรง ความเสียหาย หรือแม้แต่การล่อลวงขึ้นในสังคม จากเกมที่เคยเป็นศูนย์รวมความบันเทิง กลายเป็นอบายมุขไปทันที
 
เห็นกันง่ายๆ ใกล้ตัว และปรากฏเป็นข่าวร้อนตามสื่อต่างๆ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากที่สุดข่าวหนึ่ง คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวชวนตะลึง หลังจากผู้เป็นแม่เปิดโอกาสให้ลูกนำสมาร์ทโฟนไปเล่นเกม ทำให้จุดเริ่มต้นความบันเทิงใกล้ตัวอย่างเกมบนมือถือ กลายเป็นหนี้สินไปในชั่วพริบตา
 
"ปัญหาเกี่ยวกับการเล่นเกมมีให้เราพบเห็นมาก ก็เพราะเทคโนโลยีเข้าใกล้เยาวชนมากขึ้น พ่อแม่จำเป็นต้องดูแลลูกให้ใกล้ชิด เมื่อเกิดปัญหา บางคนบอกว่าจะไม่ให้ลูกเล่นเกมอีกแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเด็กเล็ก แต่กับเด็กวัยรุ่นที่กำลังโตคงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะห้ามพวกเขา เพราะปัจจุบันเกมกลายเป็นสังคมหนึ่งของเด็กๆ ไปแล้ว" พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และรองโฆษก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าว
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ยังแนะนำด้วยว่า ผู้ปกครองควรเลือกใช้ทางสายกลาง เช่น อนุญาตให้ลูกเล่นเกมได้แต่จะต้องเลือกเกม กำหนดเวลาการเล่น หรือตั้งกติการ่วมกันในการเล่นเกมแต่ละครั้ง หากเล่นเกมเกินเวลาหรือใช้เงินซื้อไอเทมเกมออนไลน์โดยไม่ขออนุญาต อาจต้องมีบทลงโทษห้ามเล่น 3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพื่อฝึกและควบคุมพฤติกรรมพวกเขาตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็ก นอกจากนี้ยังควรต้องหากิจกรรมอื่นให้ทำมากกว่าการเล่นเกม อาทิ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือเล่นเกมแบบไทยๆ เพราะนอกจากจะทำให้ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าการนั่งกดมือถือ-แท็บเล็ต เพื่อเล่นเกมแล้ว ยังได้ฝึกทักษะการเข้าสังคมอีกด้วย แต่หากไม่อยากให้เกิดปัญหาเรื่องการเล่นเกมตามมา ผู้ปกครองควรกำหนดกติการ่วมกับบุตรหลานตั้งแต่แรก เนื่องจากการป้องกันนั้นดีกว่าการแก้ไข นอกจากนั้น พ่อแม่ก็ต้องใกล้ชิด ดูแล และพยายามดึงลูกหลานออกมาทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วย
 
"นอกจากเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองแล้ว ควรเป็นเพื่อนให้กับลูกๆ ด้วย นอกจากการสอนให้ลูกรู้จักการคิดและตัดสินใจ ก็ควรสอนให้เขาเท่าทันสังคมด้วย แม้จะเป็นการพูดย้ำๆ ซ้ำๆ ก็จำเป็นต้องทำ แต่การสั่งหรือแนะนำก็ต้องไม่ใช้อารมณ์ พูดบ่อยได้แต่ก็ต้องไม่มากไปไม่น้อยไป นอกจากวัยเด็กจะต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว วัยรุ่นก็เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องดูแลเช่นกัน แต่พฤติกรรมการดูแลอาจจะไม่ต้องใกล้ชิดมากเท่ากับวัยเด็ก ควรจะถอยห่างออกมาให้เขาได้มีอิสระและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ใหญ่จะสอนเด็กก็ควรต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย ไม่ใช่ว่าห้ามลูกเล่นเกมแต่ทุกครั้งที่เจอหน้ากันก็เอาแต่กดมือถือจนไม่เงยหน้ามองคนในครอบครัว"
สำหรับพ่อแม่ที่ลูกมีปัญหาติดเกม พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี แนะนำว่า การพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุด ควรทำให้ลูกเห็นตัวอย่างและเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ แต่ผู้ปกครองต้องให้การสนับสนุนเต็มที่และให้กำลังใจบุตรหลาน และควรหากิจกรรมอื่นที่พวกเขาสนใจมาทดแทน หรือจะชักชวนให้ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ก็เป็นเรื่องที่ดี
 
ส่วน พญ.สินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์ เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า "เมื่อเกิดปัญหา ไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ไม่ควรโทษเด็ก" และอธิบายว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากทั้งในการเรียน การทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตครอบครัว บางบ้านถึงกับหยิบยื่นอุปกรณ์แห่งเทคโนโลยีเหล่านั้นให้ลูกหลานที่ยังเป็นเด็กเล็กจนเป็นกลายพฤติกรรมคุ้นชิน สิ่งที่พ่อแม่ควรเตรียมพร้อมก็คือ 1. การจ่ายเงินหรือสั่งซื้อสินค้า ซื้อไอเท็มจากระบบซื้อ-ขายออนไลน์นั้น พ่อแม่ต้องเป็นผู้ที่รู้รหัสพาสเวิร์ดโดยห้ามบอกลูกเด็ดขาด เพื่อทำให้ลูกต้องมาขออนุญาตพ่อแม่ทุกครั้งที่ต้องการซื้อ 2. พ่อแม่จำเป็นต้องเท่าทันเทคโนโลยี อย่าบอกว่าไม่รู้จักเพราะถ้าไม่พัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ก็จะไม่สามารถเข้าใจพฤติกรรมของเด็กๆ สมัยใหม่ได้ หากไม่รู้ก็ต้องค้นคว้าหาความรู้หรือสอบถามจากผู้รู้
"เราจะโทษใครในเมื่อพ่อแม่ชอบหยิบยื่นของเล่นไฮเทคให้ลูกหลานอยู่เสมอ ทั้งแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ว่าปล่อยให้เด็กใกล้ชิดเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ควรจะมีกติกาและดูแลเขาขณะใช้เทคโนโลยีด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงวัยก่อน 2 ขวบครึ่ง เป็นช่วงที่ไม่ควรให้เด็กเข้าถึงเทคโนโลยีใดๆ เนื่องจากเด็กยังไม่มีความสามารถในการรับรู้และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการพัฒนาสติปัญญา สิ่งที่ควรปฏิบัติกับเด็กวัยดังกล่าวคือการสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เช่น การพูดคุย เน้นความสนุกสนาน ซึ่งปัจจุบันจะพบว่าเด็กบางคนพูดช้า สมาธิสั้น หรือมีปัญหากล้ามเนื้อ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลกระทบจากการเล่นเกมกับมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน" กุมารแพทย์ เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก กล่าว
 
ส่วนเด็กในช่วงวัยรุ่นนั้น อาจจะควบคุมยากกว่าแต่พ่อแม่ก็ควรทำความเข้าใจและดูแลเนื้อหาของเกมเช่นเดียวกัน เพราะการหมกมุ่นอยู่กับเกมนั้นยังมีผลกระทบต่อการเติบโตของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัย 9-18 ปี ที่ร่างกายต้องการการพักผ่อนอย่างเป็นเวลา ควรนอนหลับให้ได้ 8-10 ชั่วโมง เพื่อสุขภาพและการพัฒนาด้านส่วนสูง แม้จะบอกว่านอนดึกแต่ตื่นสายนั้นก็ไม่ใช่พฤติกรรมที่ดี เพราะร่างกายมีนาฬิกาชีวิตที่ควรกิน อยู่ หลับนอน ให้ถูกเวลา
นอกจากนี้ พญ.สินดี ยังอธิบายเกี่ยวกับปัญหาพัฒนาการของเด็กว่า ผลกระทบจากการติดเกมอาจกระทบต่อระบบร่างกายและการเติบโตของเด็ก อาทิ เรื่องสมาธิ ที่อาจกระตุ้นให้กลายเป็นคนสมาธิสั้น เช่น เร่งรีบ ใจร้อน ไม่สามารถรอคอยเรื่องต่างๆ ได้ เรื่องของสายตาที่อาจมีผลต่อสุขภาพตา จากการจ้องมองหน้าจอเป็นเวลานาน ปวดหัวเนื่องจากการจ้องมองใช้สายตามากหรือเครียดกับเกม และหากเล่นเกมโดยใช้เวลานานทำให้นาฬิกาชีวิตเปลี่ยนก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพเช่นกัน
 
ขณะที่ นางสาวบวรรัก แซ่ฉิน หนึ่งในกองบรรณาธิการ นิตยสารคอมพ์เกมเมอร์ นิวส์ แสดงความเห็นว่า หากเป็นกลุ่มผู้เล่นเกมก็จะรู้ดีว่าควรใช้จ่ายเงินกับเกมอย่างไร หากเป็นเรื่องอุปกรณ์ก็จะมีแหล่งซื้อที่ราคาเหมาะสม ส่วนการใช้จ่ายเพื่อซื้อไอเท็มนั้น ก่อนจะมีการซื้อก็จะมีการแจ้งข้อบังคับการใช้งานให้ผู้ซื้อทราบ ควรอ่านและทำความเข้าใจโดยละเอียด เพราะเกมนั้นมีมานานแล้ว ในมุมของพ่อแม่ ผู้ปกครองก็ควรทำความเข้าใจ ดูแล และคอยแนะนำลูกด้วยความใกล้ชิด
 
ถ้าไม่อยากต้องแก้ปัญหา เห็นทีพ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องวางแผนให้ดี จะใกล้ชิด ดูแลบุตรหลานได้อย่างไร ในยุคที่เทคโนโลยีวิ่งนำหน้าเราอยู่เสมอเช่นนี้...!