ปัดฝุ่นพัฒนา 'ขนส่งทางน้ำ' ลดใช้พลังงาน-หนุนเพิ่มขีดแข่งขัน

 ปัดฝุ่นพัฒนา 'ขนส่งทางน้ำ' ลดใช้พลังงาน-หนุนเพิ่มขีดแข่งขัน

"ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ" เป็นที่วิตกกันว่ามีแนวโน้มลดลงในหลายๆ ด้านเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกันเอง ที่พบว่าประเทศไทยด้อยกว่ามาเลเซียมากในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และประสิทธิภาพภาคเอกชน ทั้งยังด้อยกว่าสิงคโปร์ในทุกๆ ด้าน ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ของประเทศที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์หนึ่งที่กล่าวถึงคือ การพัฒนาด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง แต่การขนส่งที่ยังพูดถึงกันน้อยมากก็คือ “การขนส่งทางน้ำ” ซึ่งในระดับนโยบายได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาต่อเนื่อง
  
ต้นทุนขนส่งฉุดขีดแข่งขันไทย
  
                            นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ขีดความสามารถของประเทศไทยลดต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง ขณะเดียวกันผลการดำเนินงานของระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศ ที่แม้ว่าต้นทุนการขนส่งจะลดลง แต่ก็ยังมีสัดส่วนที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และตัวเลขที่ลดลงก็มาจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการเอง ขณะที่ต้นทุนขนส่งสินค้ายังเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของต้นทุนโลจิสติกส์ โดยปี 2554 ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี อยู่ที่ร้อยละ 14.7 ลดลงจากปี 2553 ร้อยละ 0.5 
 
                            ทั้งนี้ ต้นทุนที่ลดลงมาจากต้นทุนการบริหารจัดการสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะประสิทธิภาพการจัดการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการบริหารสต็อกและคลังสินค้า ส่งผลให้แนวโน้มต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของประเทศลดลง แต่เมื่อพิจารณาต้นทุนการขนส่งสินค้า พบว่ายังคงเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของต้นทุนโลจิสติกส์รวมของประเทศ และในปี 2554 ต้นทุนขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 0.1 คิดเป็นร้อยละ 7.3 ของจีดีพี
 
                            "จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจะต้องมาดูถึงโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ และไม่เฉพาะกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ยังเกี่ยวเนื่องไปกับกระทรวงอื่นๆ ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชย์ ตลอดจนภาคเอกชนที่จะต้องปรับตัว และภาคราชการในการปรับปรุงการอำนวยความสะดวกด้านการบริการต่างๆ" นายอาคมกล่าว
 
                            แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 มีกรอบการพัฒนาอยู่ 6 ยุทธศาสตร์ แต่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมี 2 กรอบด้วยกันคือ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ซึ่งมีเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เชื่อมโยงการขนส่งทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นการพัฒนาฐานการลงทุน โดยการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาค เพื่อสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 
 
                            "นอกจากการเพิ่มขีดแข่งขันของประเทศแล้ว ยังมีเรื่องที่ต้องดูแลด้วยคือ ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจะต้องกระจายลงไปสู่รากหญ้าให้ได้มากที่สุด รวมถึงการเข้าถึงบริการสาธารณะของประเทศ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" เลขาธิการ สศช.ระบุ
 
                            สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มีแผนพัฒนาอยู่ 3 เรื่องคือ การเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และอากาศ โดยเฉพาะรถไฟ ที่ปัจจุบันให้ความสำคัญมากทั้งการปรับปรุงทางรถไฟ เส้นทางรถไฟ และรถไฟรางคู่ จากนั้นเป็นเรื่องของเส้นทางบก และทางน้ำ นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องการเชื่อมโยงเปิดประตูทางการค้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเน้นเปิดประตูทางการค้าซีกตะวันตก เพื่อลดระยะเวลาการขนส่ง สุดท้ายคือแผนพัฒนาระบบขนส่งในเขตเมือง 
 
                            ในแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ปี 2556-2560 นั้น ด้านซัพพลายเชน คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมการค้าและบริการในพื้นที่เมืองชายแดน ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า จะมีการพัฒนาระบบขนส่งและเครือข่ายโลจิสติกส์ตามเส้นทางยุทธศาสตร์ พัฒนาระบบอำนวยความสะดวกทางการค้า การขนส่งและส่งเสริมการพัฒนาบริการและขยายเครือข่ายของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ส่วนด้านการพัฒนาบุคลากร เน้นปรับปรุงระบบการพัฒนาและจัดการกำลังคน และพัฒนาติดตามการประเมินผลเพื่อการปรับปรุงตนเอง และสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร
  
ชูขนส่งทางน้ำลดใช้พลังงาน
  
                            นายอาคม กล่าวว่า ระบบขนส่งทางน้ำมีต้นทุนถูกที่สุด เพราะมีการใช้พลังงานต่ำ ขณะที่การขนส่งทางถนนมีสัดส่วนการใช้พลังงานที่สูงกว่า เนื่องจากไม่สามารถบรรทุกคราวละมากๆ ได้ แต่การพัฒนาการขนส่งทางบกทำได้เร็วกว่า ดังนั้น จึงต้องคิดตามว่าจะเชื่อมต่อกันได้อย่างไร ซึ่งประโยชน์ของการยกระดับประสิทธิภาพทางน้ำ คือ ประหยัดการใช้พลังงาน เนื่องจากการขนส่งทางน้ำสามารถขนส่งต่อเที่ยวได้คราวละมากๆ จึงใช้พลังงานต่อหน่วยในปริมาณต่ำมาก ทั้งยังช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ หากมีการยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำ ทั้งในด้านกายภาพและการบริหารจัดการก็จะทำให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางถนน เป็นการขนส่งทางน้ำ หรือมีการใช้บริการการขนส่งหลายรูปแบบมากขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศลดลง
 
                            นอกจากนี้ ยังลดปัญหาความแออัดการขนส่งทางถนนได้ ที่เมื่อมีรถบรรทุกวิ่งบนถนนลดลง ค่าซ่อมบำรุงถนนก็ลดลง การเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตบนท้องถนนก็ลดลง และยังช่วยในการบริหารจัดการน้ำกรณีเกิดอุทกภัยได้ 
 
                            ส่วนปัญหาและอุปสรรคนั้น กรณีขนส่งทางแม่น้ำพบว่ามีร่องน้ำตื้นเขินทำให้เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถวิ่งได้ตลอดทั้งสาย หากจะดำเนินการก็ต้องขุดร่องน้ำตลอดทั้งสายด้วย การเดินเรือในลำน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ในช่วงฤดูแล้งทำให้น้ำน้อยและทำให้เรือสินค้าติดตื้น ในขณะที่ช่วงฤดูฝนทำให้น้ำมากเรือสินค้าติดช่องลอดสะพานและสายไฟ โดยเฉพาะความสูงช่องลอดและระยะห่วงของตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำ
 
                            นอกจากนี้ ยังไม่มีจุดพักเรือในลำน้ำที่ในบางครั้งการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักอาจต้องรอช่วงน้ำขึ้นลง หรือรอการขนถ่ายสินค้าทำให้กีดขวางทางเดินเรือ การไม่มีท่าเทียบเรือชายฝั่งที่ท่าเรือแหลมฉบังเป็นการเฉพาะ ทำให้ผู้ประกอบการเรือชายฝั่งไม่สามารถเทียบท่าเรือเพื่อขนถ่ายตู้สินค้าขึ้นลงเรือสินค้าต่างประเทศได้โดยตรง ทำให้ต้องเข้าท่าเทียบอื่น หรือจอดรอส่งผลให้เกิดภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและเสียเวลาในการรอคอย หรือไม่สามารถขนถ่ายสินค้าได้ทันเวลา และการใช้ประโยชน์จากท่าเรือชายฝั่งและท่าเรือประหยัดพลังงานในแง่น้ำป่าสักยังไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย
 
                            ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการด้านอื่นๆ เช่น การจัดการสิ่งแวดล้อม การกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐาน และปัจจุบันพบว่ามีกฎหมายและกฎระเบียบซ้ำซ้อนและล้าสมัย ดังนั้น ในระยะสั้นเสนอว่า กรมเจ้าท่าควรกำกับดูแลและแก้ไขปัญหาการจอดเรือกีดขวางเส้นทางเดินเรือ เพื่อบรรเทาปัญหาความแออัดการเดินเรือลำน้ำในบริเวณแม่น้ำป่าสัก กรมเจ้าท่าและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรประสานความร่วมมือเพื่อพิจารณากลไกการกำกับการขนถ่ายสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะถ่านหินและแป้งมันสำปะหลัง การท่าเรือแห่งประเทศไทยควรเร่งพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งที่ท่าเรือแหลมฉบัง กรมเจ้าท่าควรแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบที่จำเป็นเร่งด่วนให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน
 
                            ในระยะยาว กระทรวงคมนาคมและกรมเจ้าท่าควรจัดทำแผนการใช้ประโยชน์จากท่าเรือ รวมทั้งในการพัฒนาท่าเรือในระยะต่อไปควรศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการโดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางกายภาพและความเป็นไปได้ของปริมาณสินค้าที่จะมาใช้บริการ รวมทั้งความชัดเจนของผู้ที่จะเข้ามาดำเนินการท่าเรือ หรือให้ผู้ที่ต้องการที่จะเข้ามาดำเนินการท่าเรือเป็นผู้ศึกษารายละเอียด 
 
                            นอกจากนี้ ควรศึกษาและจัดทำแผนที่ร่องน้ำของประเทศ โดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อกรมเจ้าท่าสามารถตรวจสอบขุดลอกและบำรุงร่องน้ำอย่างเป็นระบบ ควรศึกษาเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาการเดินเรือ โดยคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และควรศึกษาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความซ้ำซ้อน พร้อมกับปรังปรุงบทบาทและโครงสร้างองค์กรโดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและสนับสนุนกิจการพาณิชย์นาวีให้มีประสิทธิภาพการให้บริการในระดับสากลและการดูแลร่องน้ำ และการพัฒนาการเดินเรือให้มีความสะดวกและปลอดภัยโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน
 
                            "การขนส่งตามแม่น้ำนั้นพูดกันมานาน ซึ่งถือได้ว่าได้รับความสำคัญในทางนโยบายเพราะจะเป็นประโยชน์ทั้งในการลดต้นทุนการใช้พลังงานและลดต้นทุนของผู้ประกอบการด้วย"
 
 หนุนปรับปรุงระบบขนส่งทางน้ำ
  
                            ด้านนายสมชาย สุมนัสขจรกุล รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคมนั้น มีนโยบายสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางบกไปสู่การขนส่งทางน้ำ เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนการขนส่งโดยเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำจาก 15% เป็น 19% ภายในปี 2563 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน กรมเจ้าท่าจึงมีนโยบายในการพัฒนาการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ โดยได้มีการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการขนส่งทางน้ำให้มากยิ่งขึ้น 
 
                            ทั้งนี้ ในส่วนของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศ แต่ยังมิได้มีการใช้สอยในการขนส่งอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง กรมจึงได้มีแนวคิดในการดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อสร้างเขื่อนยกระดับในแม่น้ำเจ้าพระยาและน่าน เพื่อการเดินเรือ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้เคยทำการศึกษามาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2537 โดยมีเป้าหมายทำการศึกษาเพื่อการพัฒนา ปรับปรุง และขยายขีดความสามารถในการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาและน่านให้รองรับเรือที่มีขนาดกินลำน้ำลึก 5 เมตร และ 3 เมตร แล่นได้ตลอดทั้งปี ตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จนถึง จ.นครสวรรค์ ต่อเนื่องไปตามแม่น้ำน่านจนถึง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ระยะทางตามลำน้ำรวมทั้งสิ้นประมาณ 477 กิโลเมตร
 
                            ด้าน นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาแผนยุทธศาสตร์การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ค่อยมีการพูดถึงเรื่องการขนส่งทางน้ำเท่าไรนัก แต่จะพูดถึงการขนส่งทางเรือเสียมากกว่า ทั้งๆ ที่ในทางวิชาการเป็นที่ทราบกันดีว่า การขนส่งทางน้ำมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด 
 
                            ทั้งนี้ จากตัวเลขการส่งออกของไทยที่ผ่านมามีการเติบโตในเปอร์เซ็นต์ลดลงต่อเนื่อง และจากการวิเคราะห์พบว่าเกิดจากขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศลดต่ำลง โดยเรื่องโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน เป็นปัญหาที่ให้ศักยภาพการแข่งขันของประเทศลดลง และไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะสู่กับประเทศเพื่อนบ้านได้หรือไม่ ซึ่งคงต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการในหลายๆ ด้านรวมกัน 
 
                            ดังนั้น จึงคิดว่าการขนส่งทางน้ำเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องปรับปรุงและให้ความสำคัญอย่างมาก แม้ว่าจะมีสัดส่วนการขนส่งเพื่อการส่งออกไม่มากนัก หรือคิดเป็น 7% ของการส่งออกรวมของประเทศ แต่ก็แปลกใจที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรางมาก จึงเห็นว่าการขนส่งทางน้ำควรต้องได้รับการดูแลและมีโครงการที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่มองในภาพรวมจริงๆ เพราะนี่คืออนาคตของประเทศที่จะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
 
                            “การส่งออกสินค้าสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางน้ำ จะเป็นสินค้าจำพวกข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และน้ำตาล ซึ่งแม้จะเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัดคิดเป็น 7% ของการส่งออกรวม หรือมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 5 หมื่นล้านบาท แต่ในภาคผู้ส่งออกเองก็หวังที่จะพึ่งพาการขนส่งภายในประเทศ ที่จะไปเชื่อมต่อกับการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศด้วย อีกทั้งเห็นว่าโครงการที่ไม่ได้เป็นการผลักดันโดยนักการเมือง น่าจะเป็นโครงการที่โปร่งใสและทำเพื่อประเทศอย่างแท้จริง และจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศได้อย่างแท้จริงด้วย” นายนพพร กล่าวทิ้งท้าย
  
-------------------------
 
ผลักดัน 'เขื่อนยกระดับ' เปิดทางเดินเรือตลอดลำน้ำ
 
 
                            ยุทธศาสตร์หนึ่งในการยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำที่กรมเจ้าท่ากำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแผนความเป็นไปได้ คือ “โครงการก่อสร้างเขื่อนยกระดับในแม่น้ำเจ้าพระยาและน่านเพื่อการเดินเรือ” โดยนายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวถึงโครงการดังกล่าวว่า มีแผนการสร้างเขื่อนยกระดับ 2 แห่ง คือ เขื่อนบน ต.น้ำทรง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และเขื่อนล่าง ตั้งที่ ต.พระงาม อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เพื่อบริหารจัดการน้ำสำหรับการเดินเรือ การอุปโภคบริโภค การผลิตกระแสไฟฟ้า และการใช้น้ำผ่านระบบชลประทาน 
 
                            ทั้งนี้ กรมเจ้าท่าได้ว่าจ้างบริษัทเอกชน ให้เริ่มดำเนินการศึกษาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2556 ระยะเวลา 720 วัน เพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ผลทางด้านเศรษฐกิจ งานด้านวิศวกรรม การบริหารจัดการโครงการ ซึ่งคาดว่าเมื่อศึกษาแล้วเสร็จจะเริ่มทำการก่อสร้างได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เบื้องต้นของการศึกษา โครงการนี้จะใช้วงเงินก่อสร้างประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่อาจจะเพิ่มขึ้น เพราะต้องมีการปรับปรุงเขื่อนเจ้าพระยาเดิมให้สามารถรองรับการผ่านของเรือขนาดใหญ่ได้ 
 
                            โครงการดังกล่าวนี้จะทำให้เรือบรรทุกที่มีขนาดกินน้ำลึกระดับ 5 เมตร สามารถเดินเรือตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปจนถึง จ.นครสวรรค์ ตลอดลำน้ำได้ และจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางน้ำได้ตามเป้าหมายคือ จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 15% ของการขนส่งทั้งระบบ เป็น 19% เนื่องด้วยการเดินเรือในระดับความลึกดังกล่าวจะสามารถเดินเรือได้ตลอดทั้งวันและตลอดทั้งปี และทำให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการขนส่งในเส้นทางนี้ได้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะทำให้เรือบรรทุกสินค้าผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและภาคเหนือได้ประมาณ 26 ล้านตันต่อปี ซึ่งการบรรทุกของเรือขนส่ง 1 ลำต่อเที่ยวจะเทียบเท่ากับรถบรรทุกได้มากถึง 300-400 คัน 
 
                            “โครงการนี้เราได้เสนอแผนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว โดยเป็นโครงการในระยะยาวตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืนของประเทศ ซึ่งใช้เงินงบประมาณในการศึกษาประมาณ 200 ล้านบาท และได้เริ่มเดินหน้าการประชาสัมพันธ์โครงการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประชาชนตาม 2 ฝั่งแม่น้ำ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เบื้องต้นพบว่ามีความเป็นห่วงเกี่ยวกับตลิ่งแม่น้ำ ซึ่งเราก็ต้องมีการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำเซาะตลิ่งเพิ่มเติม แต่ปกติการก่อสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำเซาะตลิ่งให้กับประชาชนก็ดำเนินการอยู่แล้วเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย”
 
                            นายศรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า โครงการยังอยู่ในช่วงของการศึกษาจึงต้องการให้ประชาชนตลอดแม่น้ำทั้ง 2 ฝั่งได้รับทราบ และตื่นตัวมาร่วมเสนอความคิดเห็นและสอบถามประเด็นต่างๆ ที่ไม่เข้าใจ โดยอยากให้เข้ามาสนใจโครงการนี้กันให้มากตั้งแต่โครงการนี้ยังไม่เกิด เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าหน้าตาของโครงการนี้เป็นอย่างไร และมีผลกระทบกับตนเองอย่างไร เพื่อทางฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ ที่ศึกษาในเรื่องนี้จะสามารถนำไปปรับแก้เพื่อตอบสนองกับประชาชนในทุกปัญหา และหลังจากนี้ กรมเจ้าท่าจะเร่งประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้นต่อไป
 
                            ทั้งนี้ การขนส่งทางแม่น้ำเป็นวิธีการขนส่งที่เหมาะสมกับสินค้าที่มีน้ำหนักมาก สามารถขนส่งได้ครั้งละปริมาณมากๆ แต่สินค้าที่เหมาะสมควรเป็นสินค้าที่ยากแก่การเสียหาย เช่น ทราย ข้าวเปลือก ปุ๋ย เครื่องจักร เป็นต้น สำหรับประเทศไทยเองมีสัดส่วนการขนส่งในแม่น้ำประมาณร้อยละ 9.5 ของการขนส่งทั้งหมด การขนส่งทางแม่น้ำจึงจัดเป็นการขนส่งสินค้าที่สำคัญรูปแบบหนึ่ง เพราะสามารถกระจายสินค้าด้วยต้นทุนการขนส่งต่อหน่วยที่ประหยัดกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งทางบก