สคร.ลุยภารกิจยกเครื่องรสก.จี้เร่งส่งแผนฟื้นฟู

 สคร.ลุยภารกิจยกเครื่องรสก.จี้เร่งส่งแผนฟื้นฟู

                หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีแนวคิดที่จะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั้ง 57 แห่ง โดยตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ดมาทำหน้าที่ดูแล ซึ่งเป็นการดึงตัวบุคลากรจากหลายภาคส่วนที่ล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในฝีมือ และได้ประชุมครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการทำงานและมอบหมายภารกิจเร่งด่วนให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะเลขาฯ ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว โดย สคร.มีหน้าที่ติดตามความคืบหน้าเพื่อเตรียมรายงานเข้าสู่ที่ประชุม คนร.ครั้งที่ 2 ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้
 
ไล่บี้ รสก.บักโกรกเร่งแผนฟื้นฟู
 
               นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า การทำงานของ สคร.จะเป็นเหมือนเลขาฯ ที่คอยติดตามความคืบหน้าของงานด้านต่างๆ ที่ คนร.สั่งการมา ซึ่ง คนร.มีหน้าที่กำหนดกรอบขอบเขตและยุทธศาสตร์การทำงานให้กับรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าหลังให้มีความทันสมัย เพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีความคล่องตัว แข่งขันได้ พร้อมทั้งสร้างเครื่องมือในการวางรากฐานรัฐวิสาหกิจระยะยาว นอกจากนี้ ยังเน้นเข้าไปช่วยรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาฟื้นฟูกิจการให้แข่งขันได้ ตลอดจนเข้ามาดูการลงทุน ระบบการจัดซื้อ จัดจ้าง การบริหาร ให้มีความโปร่งใส
 
               สำหรับการแบ่งกลุ่มรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง จะดูเป็นหมวดหมู่ของการประกอบธุรกิจและฐานะของแต่ละแห่งเป็นหลัก โดยเบื้องต้นงานเร่งด่วนคือ การติดตามให้รัฐวิสาหกิจที่มีฐานะอ่อนแอ หรือมีปัญหาทางการเงินส่งแผนฟื้นฟูกิจการมาให้พิจารณา ซึ่งจะมีคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้นชุดแรกเป็น คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจในองค์รวม มี พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก เป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ
 
               ส่วนชุดที่ 2 คณะอนุกรรมการกำหนดแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจของประเทศ มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ชุดนี้มีหน้าที่พิจารณาและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนารัฐวิสาหกิจในภาพรวมของทั้ง 56 แห่ง ว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ เพราะมีหลายรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพันธกิจเฉพาะกิจในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา จึงต้องดูว่ามีความเหมาะสมกับสภาวะกับปัจจุบันหรือไม่ สำหรับชุดที่ 3 เป็นอนุกรรมการกำกับและพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจ มีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธานจะเน้นวางรากฐานให้รัฐวิสาหกิจในระยะยาว
 
               นายกุลิศกล่าวว่า งานเร่งด่วนที่ให้รัฐวิสาหกิจประมาณ 10 แห่ง เร่งเสนอแผนฟื้นฟูเข้ามาภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนั้น เบื้องต้นมีเพียงธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ไอแบงก์ ที่จัดส่งแผนเข้ามาแล้ว เชื่อว่าหลังจากนี้รายอื่นๆ คงทยอยส่งแผนเข้ามา อาจจะล่าช้าไปบ้างแต่ สคร. ก็เข้าใจว่าแต่ละแห่งต้องใช้เวลา เพราะมีสภาพปัญหาแตกต่างกันออกไป อย่างบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก็อยู่ระหว่างจัดส่งเข้ามาใหม่ในเร็วๆ นี้
 
               ทั้งนี้ ตามกระบวนการแผนฟื้นฟูนั้น รัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาต้องเสนอแผนให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นๆ พิจารณา จากนั้นจะส่งเรื่องมายัง สคร. เมื่อพิจารณาแล้วจะส่งต่อไปให้ คนร.พิจารณาอนุมัติ เพื่อดูแผนภาพรวมทั้งหมดก่อนจะเสนอ คสช. เป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งหากรัฐวิสาหกิจใดเสนอเข้ามาทันก็จะเสนอเข้าที่ประชุมของ คนร.ครั้งที่ 2 ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้
 
               นายกุลิศ กล่าวว่า กรณีของรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหานั้น ตั้งเป้าว่าภายใน 1 ปี จากนี้จะต้องเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น อย่างการรถไฟฯ หรือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่มีผลขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ต้องมาดูแผนฟื้นฟูกิจการให้ปรับตัวดีขึ้น โดยการให้แรงจูงใจให้รัฐวิสาหกิจนั้นๆ เดินหน้าตามแผนได้อย่างต่อเนื่อง เช่น อาจมีการให้รางวัลด้วยการใส่เงินเพิ่มทุน หรือช่วยเหลือด้านอื่นๆ ไม่ใช่มีแต่มาตรการลงโทษเพียงอย่างเดียว
 
               สำหรับหน้าที่หลักของ สคร. ในการดูแลแผนฟื้นฟูของรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา ต้องประเมินด้วยว่าแผนที่เสนอมานั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ในระยะเวลา 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี ซึ่งสิ่งที่ สคร.เป็นห่วงและกำชับมากคือ แผนฟื้นฟูต้องชัดเจน ต้องมีความกระชับ รัดกุม มีความคล่องตัว มีระบบการตรวจสอบได้ ขณะที่ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องโปร่งใส เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล และมีระบบธรรมาภิบาลที่ดี
 
               “ในส่วนของสถาบันการเงิน เช่น ไอแบงก์ หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ที่ต้องส่งแผนการฟื้นฟูกิจการเข้ามานั้น ต้องพิจารณาเรื่องของการใส่เงินเพิ่มทุน โดยอาจจะประเมินความคืบหน้าของแผนทุกๆ 3 เดือน ว่าดีขึ้นหรือไม่ ถ้าดีขึ้นก็ให้รางวัลด้วยการเพิ่มทุนให้ทำตามแผนระยะต่อไป โดยแบ่งการทำงานเป็นเฟส 1, เฟส 2 เพื่อให้ง่ายต่อการติดตาม หรืออย่างการรถไฟฯ ก็ต้องดูหลายมิติ เช่น จะมีแผนบริหารกิจการระบบรางอย่างไร การลงทุนรถไฟรางคู่ การบริหารตัวรถ การเดินรถตามจุดตัดจะปรับปรุงอย่างไร การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร รวมถึงการขาดทุนจากนโยบายรัฐบาลช่วงที่ผ่านมาจะแก้อย่างไร เป็นต้น”
 
               ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจที่ต้องส่งแผนฟื้นฟูกิจการมีประมาณ 10 แห่ง ได้แก่ ไอแบงก์ เอสเอ็มอีแบงก์ การรถไฟฯ บริษัท ทีโอที องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาแล้ว ในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่ยังไปได้ดีก็ต้องเข้าไปดูแลสนับสุนนให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น หากจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายทาง สคร. ก็พร้อมจะเสนอไปทางซูเปอร์บอร์ดต่อไป  
 
บอร์ดใหม่ลงตัวส.ค.-จี้ลดผลตอบแทน
 
               นายกุลิศกล่าวอีกว่า ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ทั้งที่ยังมีคณะกรรมการไม่ครบและที่มีการลาออกทั้งชุด เพื่อเปิดทางให้แต่งตั้งชุดใหม่นั้น ถือเป็นหน้าที่ของซูเปอร์บอร์ด ซึ่งจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสม ทั้งนักการเงิน นักบัญชี  อัยการ นักกฎหมาย หรือแม้แต่ตัวแทนที่มาจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยที่ผ่านมาจะเห็นว่าได้เริ่มทยอยเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจไปค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ อย่างการบินไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. หรือแม้แต่แบงก์รัฐที่มีการส่งนักบัญชี และคนจาก ธปท. เข้าไปช่วยดูด้านมาตรการทางการเงิน หากแบงก์ใดต้องเร่งฟื้นฟู เช่น ไอแบงก์ เอสเอ็มอีแบงก์ ก็จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยวางแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อแก้ปัญหา เป็นต้น
 
               ส่วนรัฐวิสาหกิจด้านคมนาคม โทรคมนาคม พลังงาน จะมีบุคคลด้านต่างๆ เข้าไปช่วยดูแล โดยยังเหลือสาขาด้านการเกษตรและรัฐวิสาหกิจรายเล็กๆ บางแห่งที่จะทยอยส่งคนที่เหมาะสมเข้าไปหลังจากนี้ คาดว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ น่าจะเห็นโฉมบอร์ดใหม่ของรัฐวิสากิจทุกแห่งลงตัวทั้งหมด โดยกระบวนการแต่งตั้งบอร์ดใหม่รัฐวิสาหกิจนั้น สคร.จะทำหน้าที่แจ้งให้กระทรวงเจ้าสังกัดรับทราบหลังจากที่ทีมคัดสรรกลั่นกรองเสนอให้ คสช.พิจารณาแต่งตั้งแล้ว ซึ่งต่างจากในอดีตที่รัฐมนตรีประจำกระทรวง จะเป็นผู้พิจารณาและส่วนใหญ่จะเป็นคนที่การเมืองส่งมา แต่ครั้งนี้ถือว่าไม่ได้อยู่ในช่วงภาวะปกติ
 
               นายกุลิศกล่าวถึงการรื้อและปรับลดสิทธิประโยชน์ของบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ว่าก่อนหน้านี้ได้มีประกาศ สคร. กำหนดค่าเบี้ยประชุมไว้ชัดเจน ซึ่งทุกแห่งก็ทำตามและเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก ถือเป็นค่าตอบแทนที่เหมาะสมในการเสียสละเวลามาทำงานให้รัฐวิสาหกิจ แต่ที่ผ่านพบว่ามีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งอนุมัติเพิ่มเติมในส่วนของค่ารับรองพิเศษ หรือโบนัส ทำให้บอร์ดบางแห่งได้รับสูงเกินความจำเป็น ในส่วนนี้ได้ขอความร่วมมือให้บอร์ดชุดใหม่ที่ตั้งเข้าไปเป็นผู้พิจารณาปรับลดค่ารับรองลงมาในระดับที่เหมาะสม โดยที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้ทยอยปรับลดลงไปแล้ว ที่เห็นชัดเจนเช่นการบินไทย เป็นต้น ซึ่งเห็นว่าแบงก์รัฐบางแห่งก็เริ่มมีการปรับลดค่ารับรองดังกล่าวลงมาแล้วเช่นกัน
 
อนุกรรมการวางกรอบสะกัดคอร์รัปชั่น
 
               อย่างไรก็ตาม แม้ว่า สคร.จะไม่ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจน หรือบังคับให้รัฐวิสาหกิจต้องใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน แต่ในระยะยาวทางคณะอนุกรรมการชุดที่มีนายประสาร เป็นประธาน จะเป็นผู้พิจารณาเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการ และการกำกับดูแลของรัฐวิสาหกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งวางข้อกำหนดไปจนถึงการคัดเลือกกรรมการ การคัดเลือกซีอีโอ การทำระบบบัญชี การกำหนดอัตราเงินเดือนของพนักงานและผู้บริหาร ตลอดจนเรื่องการควบคุมภายในการประเมินผล
 
               "จะปรับการดำเนินการทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานสากลเหมือนกับรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าปัญหาของรัฐวิสาหกิจส่วนหนึ่ง เกิดจากฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหาร และคณะกรรมการตามมาด้วย"
 
               นายกุลิศกล่าวอีกว่า คณะอนุกรรมการจะเป็นผู้กำหนดแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นการเข้าไปรื้อหรือเขียนร่างทีโออาร์ใหม่ทั้งหมด เป็นเพียงการกำหนดแนวทางให้รัฐวิสาหกิจร่างทีโออาร์สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือลงทุนให้มีความโปร่งใสเป็นธรรม ตรวจสอบได้ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีประสิทธิภาพ เพราะการกำหนดทีโออาร์ของแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ที่สำคัญต้องมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนในทุกขั้นตอน ไม่ใช่เป็นทีโออาร์ที่ล็อกสเปกเหมือนในอดีต
ผ่อนเกณฑ์เร่ง รสก.เบิกงบลงทุน
 
               ส่วนแนวทางเร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ได้สั่งชะลอโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง รวมจำนวน 18 โครงการ เช่น โครงการจัดซื้อหัวรถจักรของ ร.ฟ.ท. การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,000 คัน ของขสมก. หรือการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 รวมทั้งการตรวจสอบการลงทุนในโครงการที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาทของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจากการตรวจสอบของ สคร. พบว่ามีกว่า 200 โครงการที่ชะงักไปในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
 
               ดังนั้น ในวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สคร.ได้ประชุมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนร่วมกับรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนขนาดใหญ่ 7 แห่ง ซึ่งมีงบลงทุนรวมกันถึง 55% ของงบลงทุนรัฐวิสาหกิจทั้งหมดกว่า 1.6 แสนล้านบาท เพื่อเร่งผลักดันให้มีการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้าในช่วงเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ 2557 ซึ่งจะเป็นการช่วยอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะการรถไฟฯ พบว่ามีการเบิกจ่ายค่อนข้างต่ำมากปีละ 20-30% ของวงเงินเท่านั้น
 
               นอกจากนี้ สคร.ได้ทำหนังสือเวียนไปยังรัฐวิสาหกิจทุกแห่งถึงการลงทุน หรือริเริ่มโครงการใหม่ที่มีวงเงินเกิน 100 ล้านบาท โดยเมื่อโครงการผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ควบคู่กับการขออนุมัติการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว ให้รายงานข้อมูลต่อ คสช.ผ่าน สคร. ภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป โดยให้เริ่มรายงานข้อมูลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากมีบอร์ดใหม่ที่ตรวจสอบโครงการลงทุนแล้วเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรก็น่าจะเดินหน้าได้เต็มที่
 
               สำหรับตัวเลขการเบิกจ่ายงบลงทุน ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น 107,071 ล้านบาท คิดเป็น 65.8% ของแผนเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม จากงบลงทุนทั้งสิ้น 162,767 ล้านบาท โดยในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่เหลืออีก 39 แห่ง สคร.ยังคงให้ความสำคัญและคาดหวังให้การเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจข้างต้น โดยได้มีหนังสือแจ้งรัฐวิสาหกิจเพื่อขอความร่วมมือในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2557 ต่อไป