บีบคนกรุงไปอยู่ชานเมือง “โสภณ” อัดผังเมืองกทม.เหมือนลิงแก้แห

 บีบคนกรุงไปอยู่ชานเมือง “โสภณ” อัดผังเมืองกทม.เหมือนลิงแก้แห

 “โสภณ” แฉข้อกำหนดผังเมืองกรุงเทพฯลักลั่น ห้ามก่อสร้างอาคารสูง เกิดการกระจายตัวของเมืองอย่างผิดทิศผิดทาง ประชาชนต้องระเห็จไปอยู่นอกเมือง เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น ชี้แนวคิดไม่สมเหตุสมผล เช่น การห้ามสร้างตึกศูนย์วัฒนธรรม เพื่อควบคุมการจราจร หรือการให้บางกระเจ้าเป็นปอดของกรุงเทพฯ
 
นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิดการพัฒนาเมืองแบบที่ทั่วโลกทำกันแต่ไทยกลับคิดผิดเพี้ยน เช่น ประเทศสิงคโปร์ มีประชากรอยู่กันอย่างหนาแน่น คือประมาณ 7,700 คนต่อตารางกิโลเมตร แต่ที่กรุงเทพมหานคร มีประชากรอยู่กันเพียง 3,500 คนต่อตารางกิโลเมตร หรือน้อยกว่าสิงคโปร์ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ดูแออัดไปหมด เพราะในกรุงเทพมหานครมีการออกข้อห้ามสร้างอาคารสูงๆ
 
ทั้งนี้ ข้อห้ามดังกล่าวทำให้ประชาชนต้องระเห็จไปอยู่นอกเมือง เพราะในเมืองอยู่ไม่ได้ นอกเขตผังเมืองของกรุงเทพมหานครก็เลยสร้างได้มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น จ.นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ผลกรรมที่ประชาชนได้รับก็คือต้องเดินทางออกนอกเมืองไกลขึ้น เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทางราชการก็เสียทรัพยากรในการต่อไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ทางด่วน รถไฟฟ้าออกนอกเมือง เป็นการสิ้นเปลืองกันไปใหญ่
 
นายโสภณ กล่าวว่า การห้ามสร้างอาคารสูงที่มีเหตุผล ได้แก่ รอบๆ พระบรมมหาราชวัง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช ฯลฯ ไม่ควรสร้างอะไรมาบดบังทัศนียภาพ แต่ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืน โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังออกมาไม่ทันกาล ก่อสร้างกันขึ้นมาอย่างผิดๆ ซึ่งนับเป็นทัศนอุจาด หรือภาพบาดตา ในความหมายทางผังเมือง เช่น อาคารชุดรัตนโกสินทร์ไอส์แลนด์ ซึ่งประกอบด้วย อาคาร 39 ชั้น 2 อาคาร ตั้งอยู่ข้างสะพานพระปิ่น-เกล้า ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่ควรให้มีการก่อสร้างแต่แรก แต่พอสร้างเสร็จแล้วกลายเป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาจนถึงทุกวันนี้
 
สำหรับการห้ามสร้างสูงที่ไร้เหตุผล เช่น การประกาศห้ามสร้างในบริเวณที่ไม่พึงห้ามหลายแห่ง เช่น รอบๆ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร ให้เหตุผลว่าทางราชการต้องการที่จะควบคุมปริมาณการจราจรโดยรอบ โดยที่ข้อกำหนดการก่อสร้างนี้แข็งขันมาก ไม่เคยมีการแก้ไข หรือกรณีการห้ามสร้างอาคารสูงรอบบึงยาสูบหรือสวนเบญจกิติ ทางราชการอ้างว่าเป็นสวนที่สร้างขึ้นมาเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระราชินี จนเกิดปัญหาลักลั่น คือ อาคารใหญ่ที่สร้างไปก่อนก็ถือว่ากำไร ส่วนที่ยังไม่ได้สร้างต้องถือว่าโชคร้าย
 
นายโสภณ กล่าวว่า การเพ้อฝันให้พื้นที่บางกระเจ้า จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่ปอดของคนกรุงเทพฯ นั้น เป็นแนวคิดที่ผิดมาแต่ต้น ทำไมที่ดินของคนบางกระเจ้า เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น โดยตนเองไม่ได้รับประโยชน์ เช่น ในฝั่งยานนาวากรุงเทพมหานคร สามารถปลูกสร้างอาคารชุดพักอาศัยได้ ราคาที่ดินตกเป็นเงินไร่ละ 60 ล้านบาท หากให้ฝั่งบางกระเจ้าสามารถสร้างห้องชุดได้ ราคาที่ดินคงขึ้นไปถึง 40 ล้านบาท หรือราว 60% ของฝั่งกรุงเทพมหานคร เพราะเดินทางเข้าถึงได้ยากกว่า ถนนแคบกว่า เป็นต้น แต่โดยที่ไม่สามารถก่อสร้างอาคารเช่นนั้นได้ สามารถสร้างได้แต่อาคารขนาดเล็กๆ ราคาที่ดินอาจตกเป็นเงินเพียงไร่ละ 24 ล้านบาท
 
ดังนั้น หากจะให้พื้นที่นี้เป็นปอดของคนกรุงเทพฯ ก็ควรให้กรุงเทพมหานครซื้อสิทธิหรือจ่ายค่าทดแทนไปให้กับชาวบ้านบางกระเจ้าเพื่อคงพื้นที่นี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียวถาวร แต่เมื่อไม่มีการจ่ายค่าทดแทน และทำให้ชาวบ้านเสียเปรียบในการใช้ที่ดิน และมีการดิ้นรนหาทางออกด้วยการผ่อนกฎให้สร้างได้แต่บ้านเดี่ยวเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ทำให้ปอดของคนกรุงเทพฯ ไม่เหลือสภาพในอนาคต เป็นการแก้ไขปัญหาแบบไม่สิ้นสุด
 
“ข้อกำหนดในการควบคุมการก่อสร้างหลายข้อของไทยไม่ค่อยสมเหตุสมผล จึงทำให้เมืองขยายตัวไปอย่างไร้ทิศผิดทาง ทุกวันนี้นอกเขตผังเมืองรวม ก็สร้างอาคารกันส่งเดช มีทั้งโรงงานไปอยู่เต็มทุ่งนา สุดท้ายการใช้ที่ดินก็เละเทะ ดังนั้น การวางแผนพัฒนาที่ชานเมือง ต้องวางแผนให้ดีไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างสร้างเหมือนในอดีต”.