สศช.ย้ำ “จีดีพี” ปีนี้ขยายตัว 2% รอลุ้นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกฤทธิ์ปีหน้าแตะ 6%

 สศช.ย้ำ “จีดีพี” ปีนี้ขยายตัว 2% รอลุ้นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกฤทธิ์ปีหน้าแตะ 6%

สศช.แจงจีดีพีไตรมาส 2 ขยายตัว 0.4% ฉุดให้ 6 เดือนแรกติดลบ 0.1% ทำให้ต้องลดประมาณการเติบโตปีนี้เหลือ 1.5–2% สารพัดปัจจัยโหมกระหน่ำ ตั้งเป้าปีหน้าจีดีพีโต 6% หากทุกแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเดินได้ตามเป้าหมาย ยอมรับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมาจากโครงการรถยนต์คันแรก

 
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ปีนี้ ขยายตัว 0.4% ดีขึ้นจากการหดตัวหรือติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรก รวมครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยหดตัวหรือติดลบ 0.1% สาเหตุที่เศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวดีขึ้น มาจากการใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน การส่งออกขยายตัว 0.4% ขณะที่ปัจจัยลบมาจากการลงทุนรวมลดลง 6.9% แยกเป็นการลงทุนภาครัฐลดลง 6.7% การลงทุนภาคเอกชนลดลง 7.0% ทำให้การลงทุนโดยรวมของครึ่งปีแรก หดตัวหรือติดลบ 8.1% รวมถึงสาขาอุตสาหกรรมหดตัว 1.6% สาขาก่อสร้างหดตัว 3.2%
 
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ สศช.คาดไว้เมื่อวันที่ 19 พ.ค. จึงปรับตัวเลขประมาณการลงเหลือขยายตัว 1.5-2%
 
จากเดิมที่คาดขยายตัว 1.5-2.5% เพราะผลกระทบจากภายนอกประเทศ 4 ประการคือ 1. การขยายตัวของการส่งออก ยังมีข้อจํากัดจากการฟื้นตัวอย่างล่าช้าของเศรษฐกิจโลก ฯลฯ จึงได้ปรับประมาณการส่งออกทั้งปีลงเหลือขยายตัว 2.0% จาก 3.7%, 2.การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ยังต้องใช้เวลาและตลาดท่องเที่ยวมีการแข่งขันสูง ทําให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเปลี่ยนจุดหมายการเดินทาง 3.การขยายตัวของการลงทุน มีข้อจํากัดจากการใช้กําลังการผลิตต่ำ ความล่าช้าในการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรก 4.การจําหน่ายและการผลิตรถยนต์ยังลดลงจากฐานการจําหน่ายที่สูงในปีก่อน ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจดี เงินเฟ้อทรงตัวในระดับต่ำ
 
ขณะที่การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ควรเร่งรัดการขยายตัว ของการส่งออก ส่งเสริมการค้าชายแดนและการค้าในภูมิภาค, ฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว, เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปีงบ 57 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 91.3% เบิกจ่ายไตรมาสแรกของปีงบ 58 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 31%, เร่งอนุมัติส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนให้การลงทุนที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมแล้วเริ่มลงทุน, สร้างความเชื่อมั่น โดยเร่งรัดโครงการลงทุนสําคัญๆของภาครัฐ และดําเนินนโยบายการเงินที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้นิ่ง
 
นายอาคม กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้า จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และมีเม็ดเงินจากโครงการทางหลวง โครงการลงทุนด้านพลังงาน โครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ ทำให้การลงทุนภาคเอกชนและความเชื่อมั่นดีขึ้น โดยไตรมาส 4 ปีนี้ หรือไตรมาสแรกของปีงบ 58 (ต.ค.-ธ.ค.57) จะมีการใช้จ่ายเม็ดเงินจากส่วนราชการ 500,000 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจอีก 150,000 ล้านบาท รวม 650,000-700,000 ล้านบาท
 
สำหรับความเร็วในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมี 3 ระดับคือ สิ่งที่เกิดขึ้นเร็วคือ การใช้จ่ายของประชาชน การฟื้นตัวระดับที่สองคือ การท่องเที่ยว และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้ากว่า 2
 
ด้านแรก เพราะนักลงทุนที่ชะลอการลงทุนก่อนหน้านี้ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจจะกลับมาลงทุนเพิ่ม ส่วนปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน สศช.มองว่า 2 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาก เพราะมีการใช้จ่ายล่วงหน้า โดยเฉพาะจากโครงการรถยนต์คันแรก แต่การกู้ประเภทอื่นๆเพื่ออุปโภคบริโภคไม่มากนัก
 
“ยอดขายรถยนต์ปี 55-56 เพิ่มขึ้น 1 ล้านคัน เป็นการซื้อล่วงหน้าจากมาตรการรถยนต์คันแรก ทำให้ตัวเลขพุ่งขึ้นมา คนที่คิดซื้อรถปีนี้ ก็เร่งซื้อเมื่อปี 55-56 เพื่อให้ทันกับมาตรการ เมื่อมาตรการหมด จึงกลับมาเป็นไปตามความ ต้องการซื้อของประชาชน ที่จะตัดสินใจจากรายได้ และแรงจูงใจจากสินเชื่อ คาดยอดซื้อรถหลังไม่มีนโยบายรถยนต์คันแรก จะลดเหลือ 1 ใน 4 คือ 250,000-300,000 คันไม่ใช่ 1 ล้านคัน”
 
สำหรับเศรษฐกิจปีหน้า คาดว่า จีดีพีขยายตัว 3.5-4.5% ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าต่ำกว่าศักยภาพของประเทศที่ควรขยายตัว 4-5% หรือ 5-6% ถ้าดำเนินการเต็มที่ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้เกิดขึ้นตามแผนส่งออกฟื้นตัว และการส่งออกจะขยายตัว 5-7% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เพราะถ้าโดยศักยภาพควรขยายตัว 10% ขึ้นไป
 
นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คาดว่า จีดีพีปีนี้จะเติบโต 2% เพราะหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ที่เหลือของปีงบ 57 และปีงบ 58 เพื่อช่วยกระตุ้นจีดีพี และมีปัจจัยเสริมคือ การส่งออก ที่คาดว่า เติบโต 2.5% เพราะการส่งออกไปยุโรปจะขึ้นสูงกว่าปีที่ผ่านมา เพราะในปีหน้าไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) ทำให้ผู้นำเข้าต้องเร่งซื้อสินค้าในปีนี้.