จ่ออนุมัติลงทุน 5 หมื่นล้านบาท “บีโอไอ” ย้ำยอดขอรับส่งเสริมปีนี้ 7 แสนล้านบาท

 จ่ออนุมัติลงทุน 5 หมื่นล้านบาท “บีโอไอ” ย้ำยอดขอรับส่งเสริมปีนี้ 7 แสนล้านบาท

บีโอไอ ชง 10 โครงการ เข้าบอร์ดบีโอไอให้ พิจารณาอนุมัติในสัปดาห์หน้ามูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท ระบุ เป็นโครงการอีโคคาร์ 3 โครงการ ที่เหลืออุตสาหกรรม แปรรูปเกษตร บริการ เผยยอด 7 เดือนขอรับการส่งเสริมฯ 3.8 แสนล้าน และในปีนี้ มั่นใจทะลุเป้า 7 แสนล้านแน่นอน นำร่องตั้งสำนักงานบีโอไอดูดทัพนักลงทุนเพิ่มอีก 3 ประเทศ และเตรียมจัดทำแผนสนับสนุนนักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ
 
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บีโอไอ วันที่ 9 ก.ย.นี้ ที่ประชุมจะมีการพิจารณาโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และคาดว่าจะมีการอนุมัติ ประมาณ 10 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 5 0,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้จะเป็นโครงการอีโคคาร์ 2 จำนวน 3 โครงการ นอกจากนี้ จะเป็นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และบริการ ขณะเดียวกัน ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมใน 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่ารวม 380,000 ล้านบาท คาดว่าในช่วงปลายปีนี้ หรือระหว่าง เดือน พ.ย.-ธ.ค.จะมียอดคำขอรับการส่งเสริมฯ เข้ามาเพิ่มเติม และมั่นใจว่ายอดรวมของมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนตลอดปีนี้ จะอยู่ที่ 700,000 ล้านบาท
 
ขณะที่โครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ที่ค้างท่อมาตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีมูลค่ารวม 700,000 ล้านบาท ขณะนี้ได้ทยอยอนุมัติไปแล้ว 350,000 ล้านบาท และหลังจากประชุมบอร์ดบีโอไอในสัปดาห์หน้า นี้ ก็คาดว่าจะมียอดรวมที่จะทยอยอนุมัติเพิ่มเป็น 400,000 ล้านบาท
 
“การประชุมคณะกรรมการบีโอไอในสัปดาห์หน้า จะเป็นการประชุมนัดสุดท้ายก่อนที่รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศและตั้งคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ซึ่งจะไม่กระทบต่อแผนการดำเนินงาน และการอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนแต่อย่างใด”
 
สำหรับภาวะการลงทุนในปีหน้า บีโอไอยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายเอาไว้ เพราะต้องรอช่วงปลายปีนี้ก่อน ว่าจะมีแนวโน้มอย่างไร แต่ยังคาดว่าแรงดึงดูดการลงทุนในปีหน้าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะจะขยายตัวในระดับ 4.5-5.5% ขณะที่เศรษฐกิจโลก คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างนักลงทุนในขณะนี้ ที่เป็นการลงทุนจากนักลงทุนไทย 100% และร่วมลงทุนกับต่างชาติสูงถึง 60% ที่เหลือเป็นการลงทุนจากต่างชาติ 100% จึงมั่นใจว่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้น
 
ขณะเดียวกัน แผนการส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ ที่จะนำมาใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2558 จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตามในขณะนี้ บีโอไอ ก็ได้เริ่มอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนตามแผนใหม่แล้ว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและศักยภาพการแข่งขัน โดยจะให้การส่งเสริมในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีแปรรูปสินค้าเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และนาโนเทคโนโลยี เป็นต้น นอกจากนี้จะให้การส่งเสริมในอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า เพราะแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศเติบโตสูง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น
 
นายอุดมกล่าวว่า ในส่วนของการส่งเสริมให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ ขณะนี้บีโอไอกำลังจัดทำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริม ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมามีแต่แผนการจัดกิจกรรมต่างๆ แต่ยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์โดยตรง โดยในรอบนี้ จะลงไปเจาะลึกในประเทศเป้าหมายทุกประเทศ และจะผลักดันธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดไปลงทุนในแต่ละประเทศ รวมทั้งต้องเข้าไปเจรจาหน่วยงานต่างๆในประเทศเป้าหมาย เพื่อขอให้อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนไทย ซึ่งยุทธศาสตร์ฉบับนี้ จะเสร็จในช่วงต้นปี 2558 จากนั้นจะเสนอให้บอร์ดบีโอไอพิจารณา
 
สำหรับมาตรการช่วยเหลือ ในปัจจุบัน บีโอไอ ได้ทำฐานข้อมูลด้านการลงทุนในประเทศต่างๆ ในปีที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้ามาหาข้อมูล 14,000 ราย จัดทำโครงการให้คำปรึกษา แนะนำพัฒนานักลงทุนมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการออกไปลงทุนจริงประมาณ 30% หรือ 300 ราย รวมทั้งยังได้นำนักลงทุนไทยออกไปดูลู่ทางการลงทุนในต่างประเทศ 200-300 ราย โดยในปีหน้า บีโอไอ จะเข้าไปตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุนใน 3 ประเทศได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และพม่า และในขณะนี้ได้มีธุรกิจขนาดใหญ่ออกไปลงทุนในต่างประเทศอยู่พอสมควร ส่วนบีโอไอจะให้การสนับสนุนในผู้ประกอบการขนาดกลาง ซึ่งอุตสาหกรรมที่ออกไปส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เหมืองแร่ และทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมาร์ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนมากที่สุด.